พิพิธภัณฑ์สถานแห่งความทรงจำ หรืออนุสรณ์สถานช่องเขาขาด ทางรถไฟไทย-พม่า เป็นสถานที่แห่งความทรงจำที่อดีตเชลยศึกชาวออสเตรเลียชื่อ นายเจ จี ทอม ทอร์ริส หนึ่งในแรงงานนับหมื่นคนที่ก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะแห่งนี้ ได้นำข้อมูลเสนอและของบประมาณต่อรัฐบาลออสเตรเลียจนได้รับอนุมัติจัดสร้างเพื่อเป็นแหล่งประวัติศาสตร์จนสำเร็จ  และเปิดให้เข้าชมเมื่อปีพ.ศ. 2542ถึงปัจจุบันโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

 

สำหรับพิพิธภัณฑ์สถานแห่งความทรงจำ “ช่องเขาขาด” นี้ อยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี ห่างจากตัวเมือง 80 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในเขตของกองการเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กิโลเมตรที่ 64-65 บนทางหลวงหมายเลข 323 กาญจนบุรี-ไทรโยค-ทองผาภูมิ  เป็นสถานที่จัดแสดงมินิเธียเตอร์ และรวบรวมข้อมูลภาพถ่าย ข้าวของเครื่องใช้ระหว่างการสร้างทางรถไฟ เช่น พลั่ว ชะแลง กระบุง ค้อน เป็นต้น

 

 

           

     ภายในบริเวณมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ และร่องรอยการก่อสร้างแนวทางรถไฟสายดั้งเดิมในระยะทาง 4 กิโลเมตร ผู้เข้าชมสามารถเดินไปตามทางเดินยังช่องเขาขาดและเดินกลับประมาณ 40 นาที  ซึ่งผู้เข้าชมควรสวมรองเท้าให้เหมาะกับการเดินในเส้นทางที่ไม่ใช่ทางเรียบนัก ขอแนะนำเป็นรองเท้าผ้าใบจะดีที่สุด  และเตรียมน้ำดื่มไปด้วยเผื่อกระหายน้ำ!!!

 

 

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก รำลึกช่องเขาขาด เชลยศึกสงคราม โดย นงนวล  รัตนประทีป ข่าวสดรายวัน  4 มกราคม 2552 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6611

Posted by: kuarchives | กันยายน 27, 2011

สัมผัสศาลปกครอง

ศาลปกครองหน่วยงานใหม่ ตึกใหญ่ริมถนนแจ้งวัฒนะ

ครั้งแรกที่เห็นศาลปกครองให้ความรู้สึกดูน่าเกรงขามและมั่นคงสมกับเป็นศาลที่ทำหน้าที่ตัดสินคดีความจริงๆ การมาศาลปกครองในครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ได้มาสัมผัสอาคารหลังใหม่ที่ใหญ่โตอลังการ ครั้งนี้ได้มีโอกาสมาเยือนศาลปกครองเนื่องจากได้รับหนังสือเชิญให้มาร่วมงานเปิดตัว         “ พิพิธภัณฑ์ศาลปกครอง” เนื่องในวาระครบรอบ 10 ปีของการเปิดทำการศาลปกครองในประเทศไทยถือได้ว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เข้ามาสัมผัสกับพิพิธภัณฑ์ใหม่ล่าสุดในวงการพิพิธภัณฑ์และงานจดหมายเหตุของประเทศไทย พร้อมกับยังได้มีโอกาสร่วมฟังเสวนาวิชาการจากตุลากรศาลปกครองคนแรกของประเทศไทย คือ ศาสตราจารย์ ดร. อักขราทร จุฬารัตน์ และผู้มีชื่อเสียงในวงการพิพิธภัณฑ์ทั้งผู้ออกแบบพิพิธภัณฑ์ศาลปกครอง ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนครอีกด้วย แต่ว่าไฮไลท์ก็คงไม่พ้นตัวพิพิธภัณฑ์ศาลปกครองในวันนี้ที่จะมีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมชมเป็นครั้งแรก

เมื่อก้าวเข้าสู่ “พิพิธภัณฑ์ศาลปกครอง” ที่ตั้งอยู่ที่ชั้น 2 ของอาคารสิ่งแรกที่รู้สึกได้ก็คือ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดูเรียบง่ายและทันสมัย ในพิพิธภัณฑ์จะแบ่งพื้นที่ในการจัดแสดงออกเป็น 3 ช่วงด้วยกันโดยในช่วงแรกจะเป็นการนำเสนอในเรื่องของ “ ความเป็นมาของศาลปกครอง” ผ่านภาพเคลื่อนไหว และจัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระราชดำรัสของพระองค์ท่านส่วนอีกด้านจัดแสดงภาพที่ปรึกษาราชการแผ่นดินในสมัยอดีตผ่านจอและมีการเคลื่อนไหวเพื่อให้ดูน่าตื่นเต้นมากขึ้น

                                                                 

          เมื่อเดินถัดมาก็จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ “วิวัฒนาการขององค์กรวินิจฉัยคดีปกครอง”  โดยจัดแสดงเนื้อหาเกี่ยวกับโครงสร้างองค์กรอำนาจหน้าที่ต่างๆและบุคคลสำคัญที่มีส่วนในการจัดตั้งศาลปกครองโดยการจัดแสดงจะใช้วัสดุจำพวกแผ่นโลหะเป็นพื้นและเอกสารลายลักษณ์ และหนังสิอที่เกี่ยวกับความเป็นมาจัดแสดงอยู่ด้วย

      และในส่วนสุดท้ายจะเป็นการจัดแสดงเนื้อหาในเรื่อง “จุดกำเนิดศาลปกครอง” ผ่านสื่อดิจิทัลทั้ง touch screen ,video wall , LCD และ โมเดลอาคารศาลปกครอง โดยเนื้อหาจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเป็นมาในการก่อตั้งศาลปกครอง ภาพและประวัติประธานศาลปกครองสูงสุดคนแรก และกิจกรรมต่างๆของศาลปกครองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และจุดสุดท้ายที่ถือว่าเป็นจุดน่าสนใจใหม่ของพิพิธภัณฑ์ก็คือ จุดถ่ายภาพที่สามารถส่งรูปมายัง e-mail ของเราได้โดยตรงเพื่อเตือนความทรงจำว่าครั้งหนึ่งเราเคยมาเยือนพิพิธภัณฑ์ศาลปกครอง

      

พิพิธภัณฑ์ศาลปกครองเปิดให้เข้าชมวันจันทร์-วันศุกร์ เว้นวันหยุดราชการ ว่างๆอย่าลืมแวะไปเยี่ยมชมนะคะ

สวัสดีค่ะ  ช่วงนี้เข้าสู่ห้วงเวลาของการแสดงความยินดี Congratulations! กับบรรดาบัณฑิตใหม่กันแล้วนะคะ  สำหรับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำหนดงานพิธีพระราชทานปริญญาบัตรระหว่างวันที่ 9-12 กรกฎาคม 2554 นี้ค่ะ  ขอเชิญมาร่วมแสดงความยินดีกับบัณฑิตใหม่กันนะคะ

 

 

 

 

 

 

เมื่อพูดถึงพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทุกคนคงจะคุ้นกับชื่ออาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานนี้เป็นประจำทุกปี  แต่เดิมก่อนที่จะมีอาคารจักรพันธ์เพ็ญศิรินี้  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เคยจัดพิธีพระราชทานปริญญาบัตรในหลายสถานที่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น อาคารหอประวัติ มก. หอสมุดกลาง  หอประชุม หรือแม้แต่อาคารใหม่ สวนอัมพร ก็เคยใช้เป็นสถานที่จัดพิธีนี้ด้วยนะคะ  อยากรู้กันแล้วใช่ไหมค่ะว่า เอ๊ะ มันเป็นมายังไงกันแน่  อย่าเพิ่ง งง ค่ะ   จะเฉลยเรื่องราวไขข้อข้องใจกันนะบัด now

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้จัดให้มีพิธีพระราชทานปริญญาบัตรขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 25  พฤษภาคม  พ.ศ.2493 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตรแก่เกษตรบัณฑิต ณ ตึกสัตวบาล (ตึกขาว ตึกเคมีหรือตึกเสือ) ชั้นบนห้องทางด้านทิศตะวันออก  ปัจจุบันคือ อาคารหอประวัติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

  

 

 

 

ทั้งนี้ก่อนหน้าที่จะมีพิธีพระราชทานปริญญาบัตรนั้น  ทางมหาวิทยาลัยได้ใช้อาคารหอประวัติประกอบพิธีประสาทปริญญาบัตรแก่เกษตรบัณฑิตรุ่นแรก ในปีพ.ศ. 2489 โดยมี ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการในเวลานั้นเป็นผู้ประสาทปริญญาบัตร ณ ชั้นล่าง ห้องทางด้านทิศตะวันออก

หอสมุดกลาง

ด้านหน้าหอประชุม มก.

หอประชุม มก.

ต่อมาในพ.ศ. 2496 มหาวิทยาลัยได้ย้ายสถานที่ประกอบพิธีพระราชทานปริญญาบัตรมาที่ห้องชั้นบนของตึกหอสมุดกลาง (ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสถาบันเกษตราธิการ) จนกระทั่งปี พ.ศ. 2500 เมื่อหอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สร้างเสร็จจึงย้ายมาประกอบพิธีพระราชทานปริญญาบัตรที่นี่  แต่ระหว่าง พ.ศ. 2520 – 2528 หอประชุมของมหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างการซ่อมแซมและไม่เพียงพอต่อจำนวนบัณฑิตที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรที่มีจำนวนมากขึ้นทุกปี  จึงย้ายสถานที่จัดไปที่อาคารใหม่ สวนอัมพร

อาคารใหม่ สวนอัมพร

พิธีพระราชทานปริญญาบัตรประจำปี พ.ศ. 2529 ได้ย้ายกลับมาจัดที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตามเดิม  แต่เปลี่ยนจากหอประชุมมหาวิทยาลัยมาเป็นอาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ ที่มีขนาดกว้างขวางกว่า  ดังนั้น   อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริจึงใช้เป็นสถานที่จัดพิธีพระราชทานปริญญาบัตรนับตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบันค่ะ

อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ

ก่อนเข้าภายในอาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ

Posted by: kuarchives | มิถุนายน 10, 2011

นิสิตใหม่วัยรุ่น

เดือน มิถุนายน เปิดภาคเรียนใหม่ ของนิสิตทุกคน ก็มีบทความ มาฝากให้อ่านพอมีสาระที่ให้ผู้ปกครองและวัยรุ่นได้เรียนรู้ ในการปรับตัวเข้าสู่มหาวิทยาลัย

นิสิตใหม่วัยรุ่น
ช่วงนี้ผลเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยประกาศออกมาแล้ว ผู้ปกครองที่ลูกหลานสามารถสอบเข้าได้ก็คงปลาบปลื้มดีอกดีใจไปตามๆกันนะคะ วัยรุ่นเองก็คงตื่นเต้นกับการเตรียมตัวเป็นน้องใหม่ในมหาวิทยาลัย ซึ่งส่วนใหญ่ก็ปรับตัวได้ดี คลุกคลีและเข้ากับเพื่อนๆในสังคมเดียวกันได้ ไม่ทุกข์ร้อนอะไรมากมายนัก แต่จะมีน้องใหม่วัยรุ่นจำนวนไม่น้อย ที่อึดอัดใจกับสภาพสังคมชีวิตในมหาวิทยาลัยมาก หลายคนถึงกับหมดความกระตือรือร้น วิกตกังวลกับการเรียน การสอบหรือมีปัญหากับเพื่อนๆมากจนตั้งตัวไม่ติด สอบพลาดถึงกับถูกรีไทร์ต้องออกจากมหาวิทยาลัยไปเลย

คุณพ่อคุณแม่จึงไม่ควรชะล่าใจนัก ควรต้องคอยสังเกตดูว่า ลูกวัยรุ่นของเราจะปรับตัวในสภาพนิสิตนักศึกษาได้หรือไม่ แม้เขาจะเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วทางร่างกาย แต่เขายังขาดประสบการณ์ การปรับตัวกับสภาพการเรียนในมหาวิทยาลัย ที่ให้อิสระมากมายกว่าสมัยเรียนมัธยม อาจทำให้เขาหลงระเริงเสียจนเสียการเรียน กว่าจะรู้ผลว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับลูกของเรา ก็ถูกให้ออกจากมหาวิทยาลัยเสียแล้ว เป็นการสายเกินไปก่อนที่จะได้ช่วยเหลือแก้ไขอะไร
คุณพ่อคุณแม่ก็ลองอ่านดูว่าวัยรุ่นที่ปรับตัวไม่ได้ในมหาวิทยาลัย จะมีอาการอย่างไรบ้าง มีตั้งแต่
พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง เช่น แยกตัว ซึม พูดคุยน้อยลง เหม่อๆ ถามคำตอบคำ
ขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง ฟังแต่เพลง ไม่อยากพบพูดคุยกับใคร ขาดเรียนบ่อยๆ อาจอ้างว่ามหาวิทยาลัยหยุดเรียนหรืออาจารย์ไม่สอน เอาแต่นั่งเล่นนอนเล่นอยู่ที่บ้าน หรือติดวีดีโอเกมส์ เล่นตลอดเวลาเลยตื่นสาย ไม่ยอมไปเรียน ทำแต่กิจกรรมของมหาวิทยาลัย ไม่สนใจการเรียน หรือตรงกันข้าม บ้าเรียนขนาดหนัก ดูหนังสือตลอดเวลา ไม่ยอมหยุดพักผ่อน เพราะกลัวดูหนังสือไม่ทันแต่ดูเท่าไหร่ก็ไม่จำ
อารมณ์เปลี่ยนแปลง เช่น รู้สึกเบื่อ ท้อแท้ ไม่อยากจับหนังสือเลย ไม่มีสมาธิ อ่านเท่าไหร่ก็ไม่จำ
หงุดหงิด ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด ถ้าคุณพ่อคุณแม่พยายามชวนคุยถามเรื่องเรียนก็ตะคอกใส่ คุณพ่อคุณแม่เลยต้องอยู่ในโอวาท ทำตัวเงียบๆเสียเอง วัยรุ่นหญิงรายหนึ่งถึงกับตบหน้าเพื่อนชายนักเรียนร่วมห้องเมื่อถูกพูดแซวล้อเลียนเรื่องเล็กๆน้อยๆ เลยถูกชกกลับจนริมฝีปากแตก ขี้ใจน้อย ร้องไห้ง่าย ทำการบ้านไม่ได้ก็ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ต้องร้องกรี๊ดๆลั่นบ้าน บ่นน้อยใจเพื่อน รู้สึกผิดหวังกับเพื่อนใหม่ เข้ากับเพื่อนใหม่ไม่ได้ รู้สึกว่าเขาเห็นแก่ตัว ไม่จริงใจ สู้เพื่อนเก่าสมัยมัธยมไม่ได้ ผิดหวังที่เพื่อนเก่าที่เคยสนิทตั้งแต่อยู่มัธยม กลับทำท่าแยกไปมีเพื่อนใหม่ รู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยว
ความคิดผิดปกติ เช่น หลงผิดคิดว่าเป็นผู้วิเศษ เป็นศาสดาหรือผู้มีอำนาจพิเศษ อาจรุนแรงถึงขั้นหลงผิดหวาดระแวง คิดแปลกๆ เพี้ยนไม่มีมูลความจริง ฯลฯ
ไม่เพียงแต่นิสิตใหม่ที่ต้องปรับตัวเมื่อเข้ามหาวิทยาลัยเท่านั้นนะคะ นักเรียนเก่าที่ยังตกค้างอยู่ในโรงเรียนเดิม อาจจะไม่ได้ไปสอบเอ็นทรานซ์หรือสอบไม่ติด นักเรียนกลุ่มนี้ก็ต้องเผชิญกับการปรับตัวด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะนักเรียนที่สอบพลาด เอ็นไม่ติดบางคนรู้สึกผิดหวังเสียใจมาก ขาดความมั่นใจในตนเองไปเลย คิดเป็นปมด้อยไปอีกนาน หรือนักเรียนที่ยังต้องเรียนมัธยมปลายเช่นเดิม จำนวนนักเรียนในชั้นก็จะลดน้อยลงไปมากจนทำให้บางคนอดใจหาย ว้าเหว่ คิดถึงเพื่อนสนิทที่เขาล้ำหน้าเข้ามหาวิทยาลัยไปแล้ว ปัญหาอาจเกิดขึ้นถ้าเขาปรับตัวเข้ากับกลุ่มเพื่อนที่ยังตกค้างอยู่ด้วยกันไม่ได้ เพราะไม่สนิทกันมาก่อน ทำเอาวัยรุ่นบางคนอึดอัด ขาดสมาธิและไม่สบายใจเอามากๆ
คุณพ่อคุณแม่คงอยากรู้นะคะว่าจะช่วยลูกหลานวัยรุ่นในการปรับตัวกับชีวิตน้องใหม่ในมหาวิทยาลัยได้อย่างไรนะคะ ก็คงไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัวอาจรวบรวมเป็นข้อหลักๆดังนี้ค่ะ
คุณพ่อคุณแม่ควรให้การสนใจ
ชวนคุย ถามไถ่ถึงบรรยากาศและสภาพการเรียน สังคมในมหาวิทยาลัย คุยกันวันละนิดหน่อย บ่อยๆเป็นกิจวัตร พร้อมๆกับสอดแทรกคำแนะนำไปบ้างบางครั้งบางคราวเมื่อมีโอกาส ไม่ควรบ่อยเกินไปจนวัยรุ่นเขาเบื่อว่า “สอนอยู่ได้ตลอดเวลา” นะคะ
คอยสังเกตท่าที ทัศนคติ หรือความรู้สึกของเขาว่าสภาพสังคมในสถาบัน ถ้าเขาจะเอ่ยปากถึงความไม่พอใจในสถาบันก็อย่ารีบไปตำหนิเขา (อันนี้สำคัญมาก เพราะถ้าตำหนิเขาสักครั้ง เขาก็จะไม่กล้าบอกเล่าระบายอะไรอีก และจะหมดศรัทธาในตัวคุณเอาง่ายๆ) แต่พยายามรับฟังให้เขาพูดระบายความคับข้องใจ และคอยพูดให้ความเห็นใจและให้กำลังใจ
สนใจถามไถ่ถึงผลการเรียนของเขาบ้างนะคะ
ควรขอดูใบเกรดปีละ 2 ครั้ง กลางปีและปลายปีการศึกษา แสดงความชื่นชมภูมิใจในตัวเขา ถ้าผลการเรียนออกมาดี และเอ่ยปากเป็นห่วงเขาถ้าเห็นเขาพลาดบางวิชา ค่อยๆถามถึงสาเหตุที่เขาเรียนพลาดให้กำลังใจแก้ตัวโดยไม่ซ้ำเติม ถ้าหากผลการเรียนตกลงเรื่อยๆขาดเรียนบ่อยๆ นิสัยเปลี่ยนแปลงไปควรพาเขาไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาของมหาวิทยาลัย หรือพบผู้เชี่ยวชาญเพราะเขาอาจมีปัญหาทางจิตใจที่ควรรีบแก้ไข
น่าเห็นใจคุณพ่อคุณแม่อยู่เหมือนกันนะคะ ว่าจะเอาใจใส่ดูแลแค่ไหน ให้ความรักเท่าไร จึงจะพอดีเป็นที่ถูกอกถูกใจวัยรุ่น ถ้ารักมาก เอาใจใส่มาก วัยรุ่นก็ว่าเซ้าซี้ จู้จี้ ถ้ารักน้อยหน่อย ดูแลห่างๆก็ถูกค่อนขอดว่าไม่รัก ไม่ใส่ใจ เป็นคุณพ่อคุณแม่ก็ทำเอาลำบากใจไม่ใช่เล่นนะคะ ถ้าไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรดี ก็ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก็แล้วกันจะได้มั่นใจและสบายใจนะคะ
ข้อสำคัญที่อยากจะเน้น คือ อย่าใช้กำลังกับลูกวัยรุ่นเลยนะคะ เพราะไม่ช่วยแก้ปัญหา
แต่จะสร้างความเกลียดชัง ความเจ็บช้ำน้ำใจที่ลูกวัยรุ่น จะไม่ค่อยยอมให้อภัยเลยนะคะ เคยเห็นวัยรุ่นโดยเฉพาะวัยรุ่นผู้หญิงหลายรายที่ควบคุมอารมณ์หงุดหงิดเกรี้ยวกราดไม่ได้เลยถูกคุณพ่อตบตีเอา แกเลยเกลียดคุณพ่อฝังใจไม่ยอมเข้าใกล้อีกเลย บางรายถึงกับเรียกคุณพ่อว่า “ปีศาจ” แถมกำชับว่า “ปีศาจ” อย่าให้เห็นหน้าเดี๋ยวอารมณ์เสีย ดูหนังสือไม่รู้เรื่อง” ทำเอาคุณพ่อน้อยใจและเสียใจมาก แต่ก็ต้องอดทนเตือนใจตนเองไม่ให้ถือสาเพราะว่าลูกป่วย คงต้องใช้น้ำเย็นเข้าลูบ
ดังนั้นถ้าสังเกตเห็นพฤติกรรม ความคิดและอารมณ์ของลูกวัยรุ่นผิดแปลกเปลี่ยนไปจากเดิม ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา ก่อนที่จะสายเกินการณ์เนื่องจากถูกรีไทร์จากมหาวิทยาลัยนะคะ
ที่มา : บทความของ รศ.พญ.ดวงใจ กสานติกุล

แนบท้ายด้วยคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุ

“เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา จงเลือกเอาสิ่งที่ดีเขามีอยู่
เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู สิ่งทีชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย
จะหาคนมีดีโดยส่วนเดียว อย่ามัวเที่ยวค้นหาสหายเอ๋ย
เหมือนตามหาหนวดเต่าตายเปล่าเลย ฝึกให้เคยมองแต่ดีมีคุณจริง”

เมื่อมีการรับพนักงานใหม่ หรือมีการปรับตำแหน่งพนักงา่น เช่น จากลูกจ้างชั่วคราวไปเป็นพนักงานเงินรายได้ ผู้เข้าใหม่ทุกคนจะต้องเข้ารับการปฐมนิเทศพนักงานซึ่งดำเนินการโดยกองการเจ้าหน้าที่ โดยในปีนี้ มีเจ้าหน้าที่หอจดหมายเหตุ 1 คนต้องเข้ารับการปฐมนิเทศ จึงอยากเล่าประสบการณ์การทำกิจกรรมและเรื่องทั่วๆไปแบบไม่ซีเรียสนะคะ

สำหรับปีนี้ การปฐมนิเทศต่างจังหวัดเจัดที่พัทยา (2-3ปีที่ผ่านมาจัดที่กาญจนบุรี) โรงแรมการ์เด้น ซีวิว รีสอร์ท พัทยา โดยไปดูงานที่สถานีวิจัยประมงศรีราชาและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตศรีราชาค่ะ(ถ้าไปกาญจนบุรีจะดูงานที่วิทยาเขตกำแพงแสน นครปฐม)

4 วันในการปฐมนิเทศ 1 วันแรกอยู่ที่บางเขน โดยจะมีการบรรยายเปิดงานโดยท่านอธิการบดี ตามมาด้วยเรื่องที่พนักงานควรรู้ ได้แก่ การบริหารงานบุคคล สิทธิประโยชน์สวัสดิการ คุณธรรมและจริยธรรมในการปฏิบัติงาน

วันที่2 ครึ่งเช้า จะเป็นเรื่องที่advanceขึ้นมาหน่อย (ฮ่าๆ)ได้แก่ เศรษฐกิจพอเพียง การประกันคุณภาพภายในมหาวิทยาลัย(ซึ่งทุกคนจะต้องเจอแน่นอน) จากนั้นช่วงบ่ายเดินทางไปที่พัทยาเพื่อเริ่มกิจกรรมนอกสถานที่สร้างความคุ้นเคยกันค่ะ

หลังจากเดินทางใช้เวลาประมาณ 2ชั่วโมงกว่าๆเนื่องจากรถติดพอสมควร ถึงที่พักประมาณ 3โมงกว่าๆ ทุกคนขนข้าวของไปเก็บไว้ที่ห้องพักของตนแล้วก็พักผ่อนตามอัธยาศัยรอเวลาอาหารเย็นที่จะเริ่มเวลา 6โมงเย็น

ซึ่งอาหารที่โรงแรมนี้ครบมากทั้งไทย จีน อีสาน ฝรั่งทานได้ คนไทยทานดี แถมอร่อยชาดอร่อยอีกต่างหาก!! ส่วนใหญ่แขกที่มาพักที่โรงแรมนี้จะเป็นชาวรัสเซียนะคะ (เดินตัวใหญ่ๆ อาบแดดจนตัวแดงๆ สมแล้วที่เรียกว่าหมีขาว)

จนเมื่ออิ่มหนำสำราญ เจ้าหน้าที่ประกาศให้ไปรวมพลกันที่ห้อง grand hallเพิ่มเริ่มกิจกรรมที่1คือกิจกรรมสร้างความคุ้นเคยกัน วิทยากรซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทั้งเกษียณและยังไม่เกษียณ ออกมาแนะนำตัว เล่าประวัติความเป็นมาของตนและยิงมุขใส่กันอย่างไม่ยั้ง จนได้ฤกษ์เริ่มกิจกรรมสร้างความคุ้นเคยกันโดยที่ วิทยากรจะแจกกระดาษให้คนละแผ่น เป็นคำถามที่จะต้องใช้การสื่อสารในการหาคำตอบ ต้องพูดคุยกับทุกคนถึงจะหาคำตอบได้

ตัวอย่างคำถาม ได้แก่ -ใครมีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้

-ใครสวยที่สุด ใครหล่อที่สุด

-ใครผมน้อยที่สุด

-ใครแก่ที่สุด

แล้วก็จับเวลา ทุกคนก็จะวิ่งกันอลหม่านหาคำตอบให้ได้ ส่วนใหญ่จะลอกกันซะมากกว่าอ่ะค่ะ วันแรกกว่าจะเสร็จกิจกรรมก็ประมาณ 4 ทุ่ม ก่อนแยกย้ายกันไปเข้านอน พนักงานได้ร่วมกันสวดมนต์ก่อนนอนด้วย

วันที่ 2 ช่วงเช้าเป็นกิจกรรมที่สอนการทำงานเป็นทีม โดยให้มีการแบ่งกลุ่มแบบสุ่มๆ คนที่มาด้วยกันจะถูกจับแยกกัน และเพื่อเป็นการส้รา่งความคุ้นเคยกับกลุ่มใหม่ วิทยากรมอบหมายงานแก้ปัญหาโจทย์เชาวน์ให้่เรื่องหนึ่ง จับเวลาให้ทุกกลุ่มระดมความคิดหาคำตอบแล้วออกมานำเสนอด้านหน้า

ช่วงบ่ายเป็นกิจกรรม walk rally ทุกทีมต้องคิดชื่อทีม สโลแกนและท่าเต้นประจำกลุ่มให้สร้างสรรเพื่อดึงคะแนนจากกรรมการ(ยกตัวอย่างเช่น รุ่นที่ไปรุ่น 33 มีทีมชื่อGoat Amazing, ชิมิๆ , หมาหมู่33 84,เบิร์ดจิ๊บๆ (พร้อมท่าเต้นเน้นฮา) ส่วนฐานมีทั้งหมด 8 ฐาน แต่ละฐานก็แฝงนัยยะการสั่งสอนเอาไว้แต่งต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น ฐานตักน้ำใส่ขวด(จำชื่อฐานไม่ได้นะคะ มันประหลาดมากๆ) ให้ทุกคนวิ่งไปตักน้ำใส่ท่อPVCที่เจาะรูเอาไว้ทั่ว เพื่อให้เต็มแล้วถึงจะได้คะแนน ก็สอนถึงความเสียสละเพราะกฏอนุญาตให้ใช้อุปกรณ์ต่างๆที่ติดตัวมาเป็นอุปกรณ์ตักน้ำได้ จึงเห็นบางกลุ่มถอดรองเท้า ถอดเสื้อเอามาซับน้ำ ถอดหมวก วิ่งกันอย่างเอาเป็นเอาตายเลย

หรือฐานกรรเชียงบก ต้องใช้ความสามัคคีพร้อมเพรียงและการวางแผน ในการที่จะทำให้แผ่นกระดานเลื่อนไปได้ โดยที่มีเราอยู่บนนั้นโดยไม่หล่นลงมา

พอเสร็จจากทุกฐาน วิทยากรมอบหมายงานสำคัญชิ้นใหญ่คือ ให้ทุกกลุ่มทำการนำเสนอความคิด “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในอีก10ปีข้างหน้า” จะเป็นอย่างไร ประมาณได้ว่าถ้าท่านเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยจะปรับปรุงหรืออยากเห็นมหาวิทยาลัยเดินไปในทางไหน พร้อมให้อุปกรณ์มาคือ กระดาษสีหลายๆสี กระดาษแข็งแผ่นใหญ่ กาว สีเทียน สีเมจิค กรรไกร มาเพื่อตกแต่ง อีกทั้ง ต้องทำการแสดง!!! ทุกคนต้องเข้าร่วมคือต้องแสดงอะไรก็ได้อย่างนึง ซึ่งทีมทุกทีมเลือกที่จะร้องเพลงและเต้นประกอบ ทุกอย่างต้องเสร็จภายใน6.30 น หลังอาหารมื้อเย็นนั่นเอง ซึ่งเวลาที่เหลือมีให้น้อยนิดหลังจากที่เสร็จจากwalk rally

เวลาบีบบังคับทำให้ทุกทีมต้องแบ่งงานกันทำ ทีมเต้นกับทีมพรีเซนต์ถูกแบ่งหน้าที่กัน บางกลุ่มไวหน่อยยังพอมีเวลาไปอาบน้ำบ้างแต่บางกลุ่มเน้นความสามัคคีเน่าพร้อมกันทั้งกลุ่ม จนการพรีเซนต์และการแสดงจบลงได้ด้วยดี พร้อมกับการประกาศรางวัล Ku boy / Ku girl สืบเนื่องมาจากวันแรกที่มีคำถามว่าใครสวย/หล่อที่สุด วิทยากรจะเอาคะแนนมารวมและประกาศเป็นขวัญใจรุ่ นพร้อมทั้งค้นหาประธานรุ่น (ขอบอกว่า พนักงานเรานี่สวยๆทั้งนั้นเลือกไม่ถูกเลย ฮุๆๆ) กว่ากิจกรรมจะจบก็ล่วงเลยเวลาไปถึง 4ทุ่มกว่าๆ ทุกคนจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน

เช้าวันที่ 4 เ้ป็นการดูงานที่สถานีวิจัยประมงศรีราชา และวิทยาเขตศรีราชา ทานข้าวเช้าเสร็จแล้วทุกคนขนข้าวของเก็บขึ้นรถใครรถมัน มุ่งตรงไปสถานีวิจัยประมง เสียดายที่รุ่นนี้ ฝนตก! ไม่สามารถลงทะเลได้ จึงได้แต่นั่งสนทนากันอยู่ด้านบนจนถึงเวลาเรียกขึ้นรถ(แต่ก็แอบเห็นบางคนลงไปชายหาดไปแงะหอยนางรมมากิน)

จากนั้นเดินทางต่อไปที่วิทยาเขตศรีราชา ไปที่สำนักหอสมุดฟังการบรรยายต้อนรับ ใช้เวลาไม่นาน(แต่เท่าที่เห็น หลับกันซะส่วนใหญ่ – -*) แล้วก็ลงมาทานข้าวที่ทางวิทยาเขตจัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งขอบอกว่า น้ำพริกไข่ปูอร่อยมากกกกกกกกกกกกก อร่อยอย่างที่คุยไว้จริงๆ จากนั้นก็เดินทางกลับกันซึ่งบางคนแยกตัวออกมากลับเอง แล้วก็ได้แวะตลาดหนองมน 20 นาที ซื้อของติดไม้ติดมือกลับมาฝากเพื่อนที่ทำงานบ้างอะไรบ้าง กลับถึงบางเขนตอนประมาณ 4โมงเย็น เป็นการปฐมนิเทศที่เหนื่อยแต่ก็คุ้มค่ามากค่ะ

Posted by: kuarchives | มีนาคม 30, 2011

The Star of KU part 3

สวัสดีค่ะ กลับมาตามสัญญาในเดือนมีนาคม 2554 ช่วงนี้ใกล้จะหน้าร้อนแล้ว แต่อากาศหนาวซะยิ่งกว่าหน้าหนาวอีก อากาศเย็นสบายอย่างนี้ไม่ต้องเปิดแอร์ – พัดลม ก็ถือว่าได้โอกาสประหยัดค่าไฟลดโลกร้อนละกันนะคะ
มาพบกันคราวนี้ สำหรับคนที่ไม่เคยติดตาม part 1 – 2 มาก่อนอาจจะงงว่าอะไรคือ The Star of KU ก็ขอทบทวนสั้นๆ ว่า ก็คือผู้มีชื่อเสียงในวงการโทรทัศน์ หรือวงการบันเทิงที่เคยศึกษาอยู่ใน มก. นั่นเอง ใน part 1-2 ได้ไล่เรียงมาตั้งแต่คณะเกษตรจนถึงคณะมนุษยศาสตร์แล้ว ใน part 3 นี้จะมีใครกันบ้าง มาดูกันเลยดีกว่าค่ะ

คณะวนศาสตร์

 

วัชระ สงวนสมบัติ

วัชระ สงวนสมบัติ แฟนพันธุ์แท้ดูนก 2 สมัย นักวิชาการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กลายเป็นรู้จักของคนทั่วไป เมื่อเป็นแชมป์ 2 สมัย “สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ดูนก” ประจำปี 2547 และ 2550 จากรายการแฟนพันธุ์แท้ ตำแหน่งที่ได้รับจากการแข่งขันเกมโชว์ ก็ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ในการเป็นวิทยากรเพิ่มขึ้น และเป็นโอกาสให้เขาได้ให้ความรู้คนอื่นได้ ซึ่งเขาเผยว่าได้เดินสายบรรยายพิเศษ เรื่องการดูนกมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาแล้ว วัชระเผยว่า เขาสนใจและเริ่มดูนกด้วยตัวเอง โดยมีคู่มือดูนกของ นพ.บุญส่ง เลขะกุล หรือหมอบุญส่ง ที่ทำให้เขาหลงเสน่ห์นก เพราะคู่มือดังกล่าวทำให้ศึกษาด้วยตัวเองได้ โดยการดูนกที่มีคนคอยบอกให้ดู ไม่ช่วยให้จดจำอะไรได้ เพราะไม่ได้สังเกตรายละเอียดด้วยตนเองเท่าไหร่ และหากมีหนังสือลักษณะนี้มากๆ จะมีนักธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีกเยอะ

“การดูนก ทำให้รู้จักอดทน และเป็นคนช่างสังเกต ทำให้ใจเย็น เพราะต้องไม่ทำให้นกตกใจ ไม่อย่างนั้นจะพลาดโอกาสในการสังเกตพฤติกรรมนกตามธรรมชาติ ผมเคยตกใจเสียงท้องตัวเองร้อง เพราะต้องเงียบจนไม่มีเสียงอะไร และบริเวณนั้นก็เป็นด่านสัตว์ที่มีช้างและเสือผ่าน ทำให้ตกใจเสียงท้องร้องของตัวเอง”

วัชระปิดท้ายประโยชน์ของการดูนกและเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมา

ขอขอบคุณ บทความจากผู้จัดการออนไลน์
ภาพจาก http://portal.in.th/scitalk/pages/bird52/

 

คณะวิศวกรรมศาสตร์

วิน ธาวิน เยาวพลกุล (ศิษย์เก่า) KU 64 นักแสดงสังกัดช่อง 7 สี ก่อนรับงานละครมีผลงานโฆษณาแบรนด์ และพิธีกรรายการ u-school มีผลงานละครเรื่องแรก คือ พลิกดินสู่ดาว และได้รับบทพระเอกครั้งแรกในเรื่อง “เหลี่ยมเพชรกระรัต” คู่กับแพนเค้ก ต่อด้วย “ปมรัก รอยอดีต” คู่กับขวัญ อุษามณี และยังมีผลงานการแสดงตามมาอีกหลายเรื่อง ทั้งบทนำและบทรอง เช่น “รุกฆาต” “เรือนซ่อนรัก” และเรื่องที่ออกอากาศล่าสุดคือ “เทพบุตรมายา เทพธิดาจำแลง”

ธาวิน เยาวพลกุล

ด้านการเรียน วินสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับ 2 คณะวิศวกรรมศาสตร์ คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.41 วินได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องการเรียนว่า

“ที่เลือกเรียนทางนี้เป็นเพราะว่าเรียนสายวิทย์มาก็เลย เลือกเอนทรานซ์ไปทางสายวิทย์ แต่ตอนเอนฯจริงๆ ก็เลือกตามความถนัดนะ แบบว่า ไม่ชอบชีวะ ต้องเป็นหมอไม่ได้แน่เลยอะไรงี๊อ่ะ แล้วมาดูเราชอบฟิสิกข์กับเลข เลยคิดว่าเรียนวิศวะจะดีกว่า ก็เลยเลือกเรียนวิศวะแล้วกันเผื่อจะรุ่งอะไรอย่างนี้ครับ คิดว่าถ้าเรียนวิศวะสามารถ ทำงาน ได้หลากหลายไปเรียนต่อทางบริหารก็ได้ แล้วมันเป็นที่นิยมด้วยคนเข้าเยอะอะไรอย่างนี้ครับ แล้วเราก็เลือกวิศวะฯ 4 อันดับเลย ตอนเอนฯ เข้ามาวินก็เอนฯ เข้าวิศวะฯ ทั่วไป เพื่อจะเข้ามาดูก่อนว่าเราชอบสาขาไหน แต่พอเข้ามาเราก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าเราชอบสาขาไหน ตอนปี1 มันจะเรียนวิชาพื้นฐานเหมือนกันหมด ก็เหมือนได้รู้ทั่วๆ วินก็เลยเลือกเรียนสาขาคอมพิวเตอร์ที่ชอบที่สุด แล้ววิศวะคอมฯ เกษตรฯ มีคะแนนที่จะคัดคนเข้าเรียนเป็นอันดับ 1 เราก็เลยรู้สึกว่าอยากเรียนกับคนเก่งๆ เพราะจะทำให้เราได้พัฒนาตัวเองด้วย ทำให้เรามีแรงกระตุ้นให้พัฒนาตัวเองด้วย อยากสัมผัสคนที่เก่งกว่าเรา ว่าเค้าทำยังไงถึงได้เก่ง แต่พอ เรียนจริงๆ รู้สึกคิด ผิด (หัวเราะ) ก็ไม่เชิงคิดผิด แต่เรียนหนักมาก การจะเรียนได้ดีกับ ไม่ดีนี่ อยู่แค่พลิกมือเท่านั้น เคยมีสอบติดกัน 5 วัน ได้นอนวันละ 2 ชั่วโมง พอเช้าพี่เลี้ยงมาปลุก “ วินตื่นได้แล้ว ไปสอบ” วินก็ “ รู้แล้ว บอกว่า ตอบ ค.ควายไง ไม่ถูกเหรอ” คือฝันว่าสอบอยู่ เลยละเมอ (หัวเราะ)”

วิน เป็นตัวแทนให้สัมภาษณ์ในหอประชุม

ทั้งเรียน ทั้งทำงานอย่างนี้ ทำไมวินถึงยังเรียนดี มาฟังเคล็ดลับของวินกันค่ะ “ เราต้องแบ่งเวลาให้เป็น เวลาทำงานก็ทำงานอย่าพะวงกับการเรียน เวลาเรียนก็ตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด อย่าเพิ่งพะวงกับการทำงาน เวลาพักผ่อน ก็พักให้เต็มที่ไม่ใช่อ่านหนังสือไปหลับไป เราต้องแบ่งเวลาให้ดี ทำงาน เสร็จกลับบ้านมาอ่านหนังสือทำการบ้านอะไรก็ว่าไป ถ้าจะมีถ่ายละคร ก็อ่านบทเตรียมไว้ก่อน วินจะให้เปอร์เซ็นต์กับ การเรียนมากกว่าการทำงาน แต่ทำงานเราก็เต็มที่”
นอกจากเรื่องเรียนหนักๆ แล้ว หนุ่มวิศวะฯ มีประเพณีอย่างหนึ่ง วินเล่าว่า “ ที่หน้าคณะเขาจะเรียกกันว่า “ สามแยกวิศวะ” สาวๆ ที่เดินผ่านต้องถูก แซว แต่วินไม่ค่อยได้ไปแซวนะ วินจะอยู่ที่ภาควิชามากกว่า แล้วทุกปีจะ มีกิจกรรมวันเปิดสามแยก หลังจากแซวเขามาเยอะ เด็กวิศวะจะซื้อดอก ไม้มาแล้วก็ไปแจกคณะอื่น วินก็ไปซื้อกุหลาบมาช่อหนึ่ง เดินแจกผู้หญิง คณะอื่น เป็นประเพณีของคณะครับ”
กับคำถามว่าวินภูมิใจตัวเองเรื่องอะไรมากที่สุด วินยังตอบว่า “ คงเป็นเรื่องเรียน อย่างทำงานแล้วเรียนไปด้วยคนที่เหนื่อยคือตัวเรา พอเราสอบได้ดี เกรดออกมาดีคนที่ภูมิใจที่สุดก็คือตัวเราอีก รู้สึกว่าเราทำได้แล้วนะ ก็ภูมิใจ”

โอ้โห อ่านบทสัมภาษณ์แล้วรู้สึกว่าวินรักการเรียนมากๆ และมีความคิดดีจริงๆ ค่ะ ขยันทั้งการเรียนและการทำงาน รับผิดชอบในหน้าที่แบบนี้ น้องๆ น่าเอาเป็นตัวอย่างนะคะ

ขอขอบคุณ บทสัมภาษณ์จากนิตยสาร Seventeen และบทสัมภาษณ์ในเว็บ truelife
รูปภาพจาก Bird eye view photo และ ประชาสัมพันธ์ มก.

เต้ย ธโนธัย

(เต้ย) ธโนทัย เอื้ออมรรัตน์ ศิษย์เก่า ดีเจ นายแบบ เต้ยจบปริญญาตรี คณะวิศวะกรรมศาสตร์ สาขาพัฒนาซอฟแวร์(Inter) เต้ยเคยให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลที่เลือกเรียนทางด้านนี้ว่า ”ตอนป.5 – ป.6 ผมก็ได้ยินคำว่าวิศวะคอมฯ เพราะช่วงนั้นคอมฯเริ่มมีส่วนเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น ผมก็เลยคิดว่าถ้าเราเป็นโปรแกรมเมอร์ เขียนโปรแกรมเป็นมันจะสุดยอดมากเลย เพราะประเทศไทยมีแต่คนใช้ไม่มีคนเขียน” แต่โดยส่วนตัวแล้วเต้ยบอกว่าถนัดงานด้าน multimedia มากกว่าการเขียนโปรแกรม เมื่อจบแล้วก็สามารถนำความรู้มาใช้ด้าน animation design คือ multimedia พวก 3D

เต้ย สมาชิกวง vwilz

ด้านการทำงาน เต้ยเริ่มเข้าวงการตั้งแต่ ม.5 โดยได้ออกรายการ U school หลังจากนั้น พจน์ อานนท์ จึงได้ติดต่อให้มาถ่ายแบบในนิตยสารเธอกับฉัน และมีงานโฆษณาสินค้าหลายตัวเช่น exit, น้ำอัดลม fanta, ลูกอมฮาร์ทบีท และมาม่า เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีภาพยนตร์เรื่องรับน้องสยองขวัญ ผลงานปัจจุบันเป็น DJ. Hot 91.5 พิธีกร Five Live และสมาชิกวงบอยแบนด์ VWiilz ค่าย เคฟ สตูดิโอ ซึ่งเต้ย บอกว่าการเต้นเป็นสิ่งที่ชอบมานานแล้ว “กับเพื่อน ๆ วงวีวิลซ์ เรารู้จักและสนิทกันมานานแล้ว เพราะด้วยการที่ชอบเต้นและร้องเพลงเหมือนกัน เลยทำให้สนิทกันเร็วมาก จากนั้นผมก็ได้เข้ามาเป็นกลุ่มวีวิลซ์ วันนี้มาทำเพลงแบบเต็มตัวก็จะทำให้ดีที่สุดครับ ยังไงขอฝากให้ทุกคนได้ติดตามกันด้วยนะครับ”

ขอขอบคุณ บทสัมภาษณ์จากเว็บ mthai และ สถาบันกวดวิชา Da’vance
ภาพจาก เว็บไซต์วง vwilz และ hot915.FM

มิวสิค รัชพล

รัชพล แย้มแสง (มิวสิค AF 4) (นิสิต KU 66) นักร้อง นักแสดง จากรายการ True Academy Fantasia Season 4 (AF 4) หลังจบการแข่งขันด้วยตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 3 มิวสิคก็มีผลงานเพลงและการแสดงร่วมกับสมาชิก AF คนอื่นๆ อีกหลายงาน เช่น อัลบั้ม X-treme Army อัลบั้ม Monkey Rock ละครเวทีน้ำใสใจจริง ละครเวที “กว่าจะรักกันได้ สุนทราภรณ์ เดอะมิวสิคัล” ละครร้องเรื่อง”วิวาหพระสมุท” เป็นต้น
ด้านการเรียน มิวสิคกำลังศึกษาอยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สาขาซอฟต์แวร์และ ความรู้ มิวสิคช่วยงานของมหาวิทยาลัยอยู่เสมอๆ เช่นเป็นวิทยากรแนะนำน้องๆ ด้านการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยในงาน open house หรือแสดงในรายการ 67 ปี วันสถาปนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แม้งานจะยุ่งและเรียนหนัก แต่มิวสิคก็ยังมาช่วยงานมหาวิทยาลัย ถือเป็นน้องนิสิตที่น่ารักอีกคนหนึ่งเลยค่ะ
สำหรับ การเตรียมตัวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ควรจะเตรียมเมื่อไหร่ อย่างไรดี มิวสิค เล่าว่า ส่วนตัวคิดว่าในระดับ ม.ต้น ควรที่จะเป็นการค้นหาตัวเอง หาความถนัด หาคณะ หรือหาอาชีพที่เราต้องการให้เจอ เรียน ม.ต้น ถ้าสนใจงานด้านสถาปัตยกรรม กับการติววิทย์ ติวคณิตก็คงไม่ถูกทาง ส่วนการเรียน ม.ปลาย เป็นการแบ่งแยกสายวิชา สายอาชีพที่จะเรียน เป็นช่วงที่สำคัญมากอีกช่วงหนึ่ง ว่าจะเลือกเรียนสายไหน วิทย์-คณิต ศิลป์ภาษา ศิลป์คำนวณ จะทำให้รู้ว่าอนาคตจะเรียนวิชาอะไรบ้าง จบแล้วจะไปทำงานอะไร เป็นการวางแผนล่วงหน้า
“การ เลือกเรียนสาขาวิชาที่ตัวเองรัก ที่ตัวเองชื่นชอบ ที่ตัวเองถนัดจะเรียนได้ดี เรียนได้เร็ว ทำให้นำหน้าคนอื่นๆ หรือประสบความสำเร็จในการเรียน”
ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ยิ่งแตกต่างจากชั้นประถม มัธยม อาจารย์ แต่ละท่านมีวิธีการสอนที่แตกต่างกันออกไป ส่วนมากจะปล่อยเป็นอิสระเช็คชื่อบ้างไม่เช็คบ้าง อาจารย์ท่านคิดว่าเป็นสิทธิ์ของนิสิต นักศึกษา ที่จะเลือกเข้าเรียนหรือไม่ แต่นิสิต นักศึกษาเองก็จะต้องควบคุมตัวเองได้ ต้องมีความรับผิดชอบ ระดับ ความยากง่ายในแต่ละวิชาที่เรียนจะยากขึ้นตามระดับชั้น ถ้าเรามีความรับผิดชอบตั้งแต่เริ่มต้นปัญหาก็จะไม่มี เช่น ถ้าขาดเรียน ต้องตามเพื่อนให้ได้ ต้องส่งงานอาจารย์ให้ครบ ต้องสอบให้ผ่าน “ถ้าเราจะรักอิสระ จงอย่าทำให้ส่วนอื่นขาดหายไป”

รัชพล แย้มแสง

นอกจากการเรียนแล้ว ยังต้องทำกิจกรรมเสริมหลักสูตร หรือกิจกรรมอื่นๆ อีกด้วย
“ผมทำกิจกรรมมาตั้งแต่เรียนมัธยมต้น เล่น ฟุตบอล เป็นประธานสี เข้ามหาวิทยาลัยแรกๆ ก็ไม่มีอะไรมากนัก แต่พอเข้าสู่วงการบันเทิง ก็ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้กับคณะ มีอะไรที่ช่วยได้ถ้าว่างก็ยินดีเสมอ
มิวสิคทิ้งท้ายว่า วิศวกรรมศาสตร์ เป็นคณะวิชาที่ผู้เรียนสามารถนำไปต่อยอดสาขาวิชาต่างๆ ได้อีกมากมาย วิศวะฯ มาจากหลักการและเหตุผล ทำให้ผู้เรียนรู้ถึงขั้นตอนการทำงาน ทำงานอย่างมีระบบ ทำให้เกิดการคิดอย่างซับซ้อน คิดลึกซึ้งกว่าใครๆ สามารถ Create สิ่งใหม่ๆ ได้อีกเยอะมาก แต่ต้องใช้ความอดทนค่อนข้างสูง ถ้าชนะความอดทนไม่ได้ แค่ชั้นปีที่ 1 ก็ท้อแล้ว
กับการวางแผนในอนาคต มิวสิคอยากเป็นนักบิน เพราะเป็นคนที่ชอบความเร็ว ชอบความแรง จบแล้วตั้งใจจะไปสอบนักบิน ถ้าสอบนักบินไม่ได้ หรือทำงานสายการบินที่สนใจใฝ่ฝันไม่ได้ก็จะศึกษาต่อที่ต่างประเทศ

เป็นยังไงบ้างคะกับความคิดของนิสิตคนนี้ อ่านแล้วรู้สึกว่าเด็กเกษตรนี่เก่งๆ มีความคิดดีๆ กันทุกคนเลยนะคะ อิอิ

ขอขอบคุณ เวป : http://www.studychannels.com/index.php
ภาพจาก pantip.com ห้องเฉลิมไทย เครดิตตามภาพ

ใหม่ สิทธา

ใหม่ สิทธา เลิศศรีมงคล ศิษย์เก่าจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ เคยมีผลงานในวงการบันเทิง เช่น พิธีกรรายการ ฟัน โอเวอร์ ไทม์ การประกวด U & I Mr & Miss University 2001 พระเอกภาพยนตร์ เรื่อง ชื่อชอบชวนหาเรื่อง (2003) โบอา…งูยักษ์(2006) มิวสิควิดิโอเพลง เหงา พีชเมกเกอร์ ละครเรือนนารีสีชมพู (2006) แม้ตอนนี้จะไม่ค่อยได้เห็นหน้าทางจอโทรทัศน์ แต่ใหม่บอกว่ายังไม่ทิ้งวงการบันเทิงแม้จะไปเป็นสจ๊วตอยู่สายการบินแห่งหนึ่งที่ เปิดเผยชื่อไม่ได้ “จริงๆ ผมก็ยังวนเวียนอยู่กับวงการบันเทิงนะ เพียงแต่ว่าอาจจะได้เห็นหน้าน้อยหน่อย เพราะตอนนี้เป็นสจ๊วตอยู่สายการบินหนึ่ง พอกลับมาเมืองไทยทีนึงก็แวะไปเป็นพิธีกรคั่นรายการให้กับทางรายการทรูวิชั่น แนะนํารายการและภาพยนตร์อยู่ ซึ่งถ้าใครได้ดูก็อาจจะเห็นผมบ้าง” ก่อนหน้านี้ละ หายไปเลย “จริงๆ ก็มีภาพยนตร์เรื่อง โบอา-งูยักษ์ เรื่องหนึ่ง แล้วก็มีละครทางช่อง 3 แล้ว ก็พิธีกร ซึ่งจริงๆ ผมเองก็ยังคิดถึงอยู่นะครับ กับวงการบันเทิง แต่ด้วยภาระหน้าที่งานประจําที่ทําให้ผมรู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองคงจะต้องทํางานประจําที่รักไปก่อน และงานบันเทิงก็คงจะเป็นงานอดิเรกซึ่งถ้ามีคนจ้างก็ยังทําอยู่ แต่งานอื่นๆ อาจจะไม่มีเวลาพอ เช่นละคร หรือภาพยนตร์เลยไม่กล้ารับเต็มๆ ครับ” ใครเป็นแฟนของหนุ่มคนนี้ก็ลองมองหาทางหน้าจอดู และติดตามผลงานของเขาได้นะคะ

ขอขอบคุณ บทความจาก daradaily
ภาพจาก kucity.com

คณะศึกษาศาสตร์


 

เปปเปอร์ รัฐศาสตร์

รัฐศาสตร์ กรสูต (เปปเปอร์) นักร้องและนักแสดง มีชื่อเสียงจากการเป็นสมาชิกบอยแบนด์ ยูเอชที เมื่อปี พ.ศ. 2537 ปัจจุบันเป็นนักแสดงสังกัดเอ็กแซ็กท์ ในเครือแกรมมี่ และเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ภาควิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ขณะนี้กำลังศึกษาต่อปริญญาเอก หลักสูตรการเรียนการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งสาเหตุที่เรียนปริญญาเอกนั้น เพราะต้องการทำงานด้านวิชาการนั่นเอง “สาขาที่ผมเรียนจะเน้นหลักสูตรและการสอน ที่เลือกเรียนทางด้านนี้ เพราะคิดว่าเราชอบวิชาการ อยากยึดอาชีพอาจารย์ในอนาคตต่อไป หวังไว้จะมีคำนำหน้าว่าเป็น ดร.จริงๆ ถ้าเป็นคนธรรมดา อีก 2 ปีอาจจะจบแล้วก็ได้ แต่ด้วยเวลาที่เราต้องทำงานด้วย ก็เลยช้ากว่าคนอื่น คิดว่าไม่น่าจะเกิน 3 ปี”
เรียกได้ว่าเป็นอาจารย์หนุ่มอนาคตไกล รักการเรียน และฉลาดในการใช้ชีวิตโดยวางอนาคตของตัวเองไว้ล่วงหน้า ผู้เขียนเองเคยเจอเปปเปอร์ทานข้าวตามร้านอาหารใน ม.เกษตร อยู่หลายครั้ง จนแอบชื่นชมอยู่ในใจว่าเป็นดาราที่ติดดิน ไม่มีการหลบ ใส่หมวก ใส่แว่นดำพรางตัวแต่อย่างใด เพื่อนๆ น้องๆ คนไหนชื่นชอบพี่เปปเปอร์ ก็ติดตามผลงานละครของพี่เค้าได้นะคะ ตอนนี้กำลังออกอากาศทางช่อง 5 เรื่อง “ตลาดอารมณ์” วันจันทร์ – พฤหัสบดี เวลา 20.45 น. ค่ะ

ขอขอบคุณบทความจาก วิกิพีเดีย และ คม ชัด ลึก
ภาพจาก http://gossipstar.mthai.com/fanclub/3589/profile

Part 3 ขอจบการนำเสนอแต่เพียงเท่านี้นะคะ เนื่องจาก part 4 จะเป็นคิวของคณะเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมีหลายคนมากกก… (เกรงว่าเนื้อที่จะไม่พอ) แล้วพบกันใหม่ปีหน้า รักษาสุขภาพด้วยนะคะ

หอจดหมายเหตุได้รับการติดต่อให้ไปคัดเลือกเอกสารจดหมายเหตุจากกองการเจ้าหน้าที่ ที่กำลังจะทำลายเอกสารประวัติของบุคลากรในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตั้งแต่รุ่นแรก (ตั้งแต่ก่อตั้งมหาวิทยาลัย!!)

ซึ่งกองเอกสารเหล่านี้จัดว่ามีจำนวนมหาศาล อีกทั้งเต็มไปด้วยฝุ่น รา และแมลง กองเอกสารตั้งอยู่ในที่โล่งแจ้งและร้อน บวกกับจำนวนเจ้าหน้าที่ที่สามารถไปคัดเลือกเอกสารเหล่านี้ของหอจดหมายเหตุ มก. เรามีอยู่เพียง 3 คน!!

ภาระงานมากมาย ทำให้พวกเรา(นักจดหมายเหตุ 2 และ นักเอกสารสนเทศ1) ตกลงใจจะไปคัดเลือกเอกสารทุกบ่ายวันศุกร์ ( เสาร์อาทิตย์จะได้พักผ่อนจากการดูดฝุ่น)

ขั้นตอนแรกที่ต้องทำคือ คัดเลือกเอกสารจดหมายเหตุที่สำคัญจากกองเอกสารเก่าทั้งหมด


โดยการเลือกคัดเลือกระดับแรก จะเลือกทั้งแฟ้ม เก็บแฟ้มของอดีตอธิการบดี รองอธีการบดี คณบดี และบุคคลสำคัญต่อประวัติของมหาวิทยาลัย  ขั้นตอนนี้กินเวลาไปมากโขอยู่ เนื่องจากภาระงานอื่นๆ และภาระร่างกายไม่เอื้ออำนวยต่อการคลุกฝุ่น

ขั้นตอนที่สอง ภายหลังจากที่คัดเลือกเอกสารระดับแรกเสร็จสิ้น เราได้เอกสารจดหมายเหตุใส่ในกล่้องมาทั้งหมด 26 กล่อง อัดแน่นทุกกล่อง จัดการติดต่อบริษัทอบเอกสาร เพื่อกำจัดแมลงและเชื้อรา ขั้นตอนในการอบเอกสารใช้เวลาเพียง1อาทิตย์

ขั้นตอนที่สาม  เป็นขั้นตอนสำคัญที่สุด คือการประเมินคุณค่าเอกสาร เราทั้งสามคนได้เลือกเวลาเดิมคือทุกบ่ายวันศุกร์ ไปนั่งประเมินคุณค่าเอกสารจดหมายเหตุทั้ง 26 กล่องทีละแผ่น  จนหมด ขั้นตอนนี้ใช้เวลานานมากที่สุด

ขั้นตอนที่สี่ เอาเอกสารที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้ว มาทำความสะอาด ปัดฝุ่น เพื่อจัดเข้าแฟ้ม ทำทะเบียนเอกสาร โดยจัดอยู่ในหมวด กองการเจ้าหน้าที่

ขั้นตอนสุดท้าย ขนมาไว้ที่ห้องเก็บเอกสาร สำนักงานหอจดหมายเหตุ ใส่กล่องที่เอาไว้ใส่เอกสารจดหมายเหตุโดยเฉพาะ เตรียมพร้อมให้บริการค่ะ

จะเห็นได้ว่า กว่าจะเตรีัยมเอกสารชุดหนึ่งให้ออกให้บริการได้ต้องใช้เวลา ความพยายาม ความตั้งใจ รวมทั้งแรงกายอย่างมากมายทีเดียว  อย่างไรก็ตาม ความเหนื่อยนั้นจะหายไป ถ้ามีผู้เห็นความสำคัญของจดหมายเหตุ และช่วยกัยดูแลรักษาเอกสารก่อนจะถึงมือหอจดหมายเหตุ รวมทั้งมาใช้บริการค้นหาข้อมูลกันเยอะๆ ทางเรายินดีรับใช้ทุกท่านนะคะ ขอบคุณค่ะ

การรถไฟแห่งประเทศไทย  มีบริการนำเที่ยว เช้าไป – เย็นกลับ เฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์  มานานแล้ว  และเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2554  เราได้มีโอกาสไปเที่ยวกับการรถไฟ   เราเลือกไปเที่ยวที่น้ำตกไทรโยคน้อย โดยรถไฟออกจากสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) เวลา  06.30 น. แต่เราเลือกขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟบางซื่อ เวลา 06.50 น.  ขอบอกนะคะ!!! ไม่น่าเชื่อคนเยอะมากค่ะ 6 ตู้รถไฟ เต็มทุกตู้ค่ะ  ก็สนุกค่ะตื่นตา ตื่นใจไปอีกแบบหนึ่งค่ะ รถไฟก็แล่นไปเรื่อยๆ สถานีแรกที่จอดคือ สถานีนครปฐม  พวกเราไปนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์

ต่อจากนั้นไปจอดที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว พวกลงไปชมและถ่ายภาพสะพานข้ามแม่น้ำแคว

และพวกเราเดินทางไปต่อจนกระทั่งถึงถ้ำกระแซ ซึ่งเป็นช่วงโค้งมรณะ ลักษะเป็นสะพานโค้งเลียบแม่น้ำแควน้อย ความยาวประมาณ 400 เมตร พวกเราได้ชมวิวทิวทัศน์ 2 ข้างทางรถไฟ เป็นป่าโปร่ง และแม่น้ำอะเมซอนเมืองไทยด้วย

รถไฟก็ Dance ไปตลอดทาง อิอิ!!!  การรถไฟเขาทำบริการดีนะ  เขามีไกด์บรรยายให้กับพวกนักท่องเที่ยวด้วย เอาเท่าที่เราจำได้นะ ไกด์ พูดว่า เส้นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ หรือทางรถไฟสายมรณะ  สายนี้เริ่มต้นจากสถานีชุมทางหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่งจังหวัดราชบุรีผ่านจังหวัดกาญจนบุรีข้ามแม่น้ำแควใหญ่โดยสะพานข้ามแม่น้ำแควไปทางทิศตะวันตกจนถึงด่านเจดีย์สามองค์ เพื่อให้ถึงปลายทางที่เมืองทันบูซายัด ประเทศพม่า มีความยาว รวม 415 กิโลเมตร เป็นทางรถไฟอยู่ในเขตประเทศไทยประมาณ 303.95 กิโลเมตร และอยู่ในเขตพม่า 111.05 กิโลเมตร มีสถานีจำนวน 37 สถานี ทางรถไฟสายนี้สร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยใช้แรงงานเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรและกรรมกรชาวเอเชียที่กองทัพญี่ปุ่นเกณฑ์มาสร้าง เพื่อใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ผ่านประเทศพม่า ไม่แปลกใจเลย!!ทำไมมีคนตายมากมายกับการสร้างเส้นทางรถไฟสายนี้  คนตายเปรียบได้เท่ากับไม้หมอนรองรถไฟสายนี้เชียวนะ  และแล้วพวกเราก็มาถึงน้ำตกไทโยคน้อย  แต่เสียดายน้ำตกมีน้ำน้อยมาก  พวกนั่งพักผ่อนข้างลำธารทานข้าวกลางวัน  นอนเล่นอากาศเย็นสบาย

เมื่อเดินทางออกจากน้ำตกไทรโยคน้อย  รถไฟจอดแวะชมสุสานทหารพันธมิตรซึ่งเป็นสถานที่สุดท้ายที่พวกเราแวะชมกัน

หลังจากนั้นก็เดินทางกลับสถานีรถไฟกรุงเทพ เวลา 19.30 น.   ด้วยความปลอดภัยค่ะ

Posted by: kuarchives | มกราคม 5, 2011

นิทรรศน์รัตนโกสินทร์

นิทรรศนฺ๊ัรัตนโกสินทร์ อาคารอนุรักษ์ที่สวยงานบนถนนราชดำเนิน


อาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์เป็นอาคารเก่าที่ได้มีการบูรณะปรับปรุงให้กลายมาเป็นศูนย์การเรียนรู้ทางด้านประัวัติของรัตนโกสินทร์ได้เป็นอย่างดี ตั้งอยู่บนถนนราชดำเนิน ใกล้กับโลหะปราสาท  ภายในแบ่งเป็นหลายๆส่วน มีทั้งร้านขายของ ร้านอาคาร ร้านกาแฟ และห้องสมุด ถือว่ามาที่เดียวคุ้มได้ทั้งความรู้ และอิ่มอร่อยไปในตัว

ส่วนจัดแสดงนิทรรศการนั้นแบ่งออกเป็น 2 ชั้น และมีชั้นที่ 4 เป็นชั้นจุดชมวิวของอาคารที่สามารถมองเห็น ภูเขาทอง ป้อมมหากาฬ ลานพลับพลาเจษฎาบดินทร์ และโลหะปราสาทได้อย่างชัดเจนและสวยงาม

ห้องจัดแสดงในห้องแรกเป็นห้องรัตนโกสินทร์เรืองโรจน์ เป็นการใช้มัลติมีเดีย 4 มิติทั้ง แสง เสียง ภาพ และสัมผัสในการนำเสนอเรื่องราวประวัติความเป็นมาโดยสังเขปของกรุงรัตนโกสินทร์

ห้องที่ 2 คือ ห้องเกียรติยศแห่งผ่นดินสยาม จัดแสดงเกี่ยวกับพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทั้งในรูปแบบของโมเดลจำลองและรวบรวมสถาปัตยกรรมและงานศิลปะเด่นๆของพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้วไว้ในห้องนี้

ห้องที่ 3 คือ ห้องเรืองนามมหรสพศิลป์ เป็นห้องที่จัดแสดงเกี่ยวกับมหรสพและการละเล่นเด่นๆของไทยใน ช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ผ่านทางจอ 360 องศารอบห้อง  และนำมหรสพเด่นๆมาจัดแสดงให้ได้ทดลองเล่น เช่น ฝึกฌชิดหุ่นกระบอก

 

 

ห้องที่ 4 คือ ห้องลือระบิลพระราชพิธี เป็นห้องที่จัดแสดงเกี่ยวกับพระราชพิธีสำคัญๆที่ยิ่งใหญ่ของไทย เช่น พิธีแรกนาขวัญ โดยทั้งตกแต่งด้วยข้าวเปลือกได้อย่างสวยงามมาก


ห้องที่ 5 คือ ห้องสง่าศรีสถาปัตยกรรม จัดแสดงเกี่ยวกับเรื่องของชาววัง วิถีชีวิตของชาววัง รูปแบบของบ้านและวังในสมัยก่อน

ห้องที่ 6 คือ  ห้องดื่มดำ่ย่านชุมชน นำเสนอชุมชนต่างๆในเกาะรัตนโกสินทร์ที่มีจุดเด่นของแต่ละชุมชน เช่น ชุมชนช่างทอง ย่านเครื่องสังฆภัณฑ์ โดยใช้ระบบเซ็นเซอร์เป็นตัวเพิ่มความน่าสนใจให้กับห้องนี้

ห้องที่ 7 คือ ห้องเยี่ยมยลถิ่นกรุง เป็นห้องที่ใช้แอนนิเมชั่นมาช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับห้องนี้โดยเราเป็น ผู้หนึ่งในการเดินทางท่้องเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆของกรุงเทพมหานคร

 

 

 

 

 

 

 

 

นับตั้งแต่ต้นนนทรีทรงปลูกมีอายุครบ 40 ปี ในปี พ.ศ. 2546  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้จัดงาน “วันที่ระลึก วันนนทรีทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด” ขึ้นเป็นประจำทุกปี  เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งที่ทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินยังมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อทรงปลูกต้นนนทรี อันเป็นต้นไม้สัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จำนวน 9 ต้น บริเวณด้านหน้าหอประชุมของมหาวิทยาลัย เมื่อวันศุกร์ที่  29  พฤศจิกายน  พ.ศ.  2506

สำหรับในปี พ.ศ. 2553 นี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำหนดจัดงาน “วันที่ระลึก วันนนทรีทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด  สืบสานวันทรงดนตรี” ขึ้น  ในวันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 โดยแบ่งการจัดงานออกเป็นสองส่วนคือ

ในภาคเช้า จัดงาน  ณ  หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มตั้งแต่เวลาประมาณ  08.00 น.  จะเป็นกิจกรรมเล่าขานประวัตินนทรีทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด  ต่อด้วยพิธีเปิดงาน  การบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์  พิธีถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และร่วมกันร้องเพลงสดุดีมหาราชา  เพลงสดุดีพระเกียรติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี  พร้อมชมนิทรรศการ “รำลึกวันนนทรีทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด” บริเวณด้านหน้าหอประชุม

 

 

บรรยากาศการจัดงานวันที่ระลึก วันนนทรีทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด  วันที่  27  พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ในภาคบ่าย จัดงาน  ณ  อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ ในการนี้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี  เสด็จร่วมทรงดนตรีด้วยเครื่องดนตรีกู่เจิงกับวงดุริยางค์ทหารเรือ ในงาน “วันที่ระลึก วันนนทรีทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด สืบสานวันทรงดนตรี” ด้ัวย  และภายในงานจะมีการฉายภาพยนตร์ส่วนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงดนตรี ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์   การบรรเลงดนตรีของวงดนตรี K.U. Band  และวงดุริยางค์เครื่องลม K.U. Wind  และขอเชิญชมนิทรรศการ “รำลึกวันนนทรีทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด สืบสานวันทรงดนตรี” บริเวณโถงด้านหน้าอาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ

 

 

บรรยากาศงานวันที่ระลึก วันนนทรีทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด สืบสานวันทรงดนตรี

วันที่  28  พฤศจิกายน  พ.ศ. 2552

หอจดหมายเหตุ  มก.  จึงขอเชิญชวนนิสิตเก่า นิสิตปัจจุบัน  คณาจารย์ และบุคลากรทุกท่าน  รวมถึงผู้สนใจ  มาร่วมรำลึกถึงวันอันเป็นมหามงคลของชาวนนทรี  และร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่  5  ธันวาคม ที่กำลังจะมาถึงอย่างพร้อมเพรียงกันนะคะ

Older Posts »

หมวดหมู่

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.