สวัสดีค่ะ…  ใครๆ ที่เดินผ่านบริเวณลานหน้าหออนุสรณ์ 60 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน  ใกล้ๆ กับพระพิรุณทรงนาค จะเห็นประติมากรรมรูป “หยดน้ำ”  เคยนึกสงสัยบ้างไหมคะ…..เขาเรียกว่าอะไร? สร้างทำไม  เพื่ออะไร? 

8.tive side

ตอบ…  เขาเรียกว่า  “แคปซูลเวลา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ Kasetsart University Time Capsules”  ซึ่งความหมายของ “แคปซูลเวลา” (Time Capsules) หมายถึง กล่องบรรจุสิ่งที่มีคุณค่า เพื่อแสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่ ความเป็นมาของวิถีชีวิตในขณะนั้น

แคปซูลเวลา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอก ทำด้วยสเตนเลส สตีล มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 ฟุต สูง 4 ฟุต จำนวน 2 กล่อง บรรจุลงใต้พื้นดิน โดยมีประติมากรรมรูป “หยดน้ำ” อยู่ด้านบนพื้นดินเพื่อบอกตำแหน่ง        ในแคปซูลเวลาจะบรรจุข้อมูลของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบันรวมถึงแผนงานในอนาคต ซึ่งจะทำให้สามารถเชื่อมโยงระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ด้วยข้อมูลดังกล่าว    มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการบรรจุแคปซูลเวลา เนื่องในโอกาสที่มหาวิทยาลัยก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 7  และเป็นปีที่ 63  ใน พ.ศ. 2549  ทำพิธีบรรจุเมื่อวันที่ 27 เมษายน  2549  และขึ้นนทะเบียนไว้กับ International Time Capsule Society (ITCS) ที่ Oglethorpe University เมือง Atlanta ประเทศสหรัฐอเมริกา

DSC09324DSC09320   DSC09378   DSC09388   DSC09405

กำหนดเปิดแคปซูลเวลาครั้งที่ 1 เมื่อมหาวิทยาลัยครบรอบการสถาปนา 99 ปี ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2585   (เปิดแคปซูลเวลาเพื่อทำการตรวจและศึกษาเนื้อหาและข้อมูลเดิมที่บรรจุในแคปซูลเวลา   – ทำการบรรจุเนื้อหาและข้อมูลปัจจุบัน ณ ช่วงเวลาที่เปิดในแคปซูลเวลา   -ทำการผนึกแคปซูลเวลาเพื่อเก็บรักษาต่อไป)  เปิดครั้งที่ 2  เมื่อมหาวิทยาลัย ครบรอบการสถาปนา 199 ปี ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2685

1.inside basementด้วยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับการสถาปนาครบ  63  ปี ในปี  พ.ศ. 2549  ซึ่งประวัติความเป็นมา  จุดเริ่มต้นการก่อตั้ง  ประสบการณ์  และพัฒนาการ  ของมหาวิทยาลัย  ตลอดระยะเวลากว่าหกทศวรรษที่ผ่านมาเป็นอดีต ปัจจุบัน ซึ่งสามารถนำสู่อนาคตได้ เป็นอย่างดี  ดังนั้น ข้อมูลและเรื่องราวต่างๆ  ของมหาวิทยาลัยทั้งในอดีตและปัจจุบัน ตลอดจนแผนงานและแนวคิดในอนาคตจึงเป็นข้อมูลที่มีคุณค่า ควรแก่การจัดเก็บรักษา  เพื่อการศึกษาค้นคว้าและการเผยแพร่แก่อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อมูลด้านการเกษตรที่มีประวัติและพัฒนาการ มายาวนาน   อีกทั้งจะเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับผู้บริหารของมหาวิทยาลัย ในแต่ละยุคสมัยในอนาคตใช้ประกอบการตัดสินใจในการบริหารและการวางแผนเพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยให้ก้าวหน้าอย่างมีทิศทางที่ชัดเจนต่อไป  ด้วยความตระหนักในความสำคัญของข้อมูลเรื่องราวดังกล่าว มหาวิทยาลัยจึงเห็นสมควรเก็บรักษาข้อมูลที่มีคุณค่าเหล่านั้น เพื่อประโยชน์ในภายภาคหน้าด้วยการจัดตั้ง “หอจดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์” ขึ้น  อย่างไรก็ตามเพื่อให้การเก็บรักษาข้อมูลเป็นไปอย่างถาวรและปลอดภัยที่สุดแม้แต่จะเป็นภัยพิบัติที่เกิดจากธรรมชาติ  หรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์ด้วยกันเอง เช่น สงคราม เป็นต้น  หลายประเทศจึงได้จัดให้มีการเก็บข้อมูลไว้ในรูปแบบที่เรียกว่า แคปซูลเวลา (Time Capsule) โดยบรรจุลงไปในพื้นดินและทำตำแหน่งไว้เหนือพื้นดิน  พร้อมระบุว่ามีกำหนดจะให้เปิดเมื่อใด  เพื่อให้การคำนวณส่วนประกอบของแคปซูลเวลา และวิธีการที่ใช้ในการบรรจุมีผลให้ข้อมูลที่ใส่ลงไปคงทนถาวร จนเมื่อถึงเวลาเปิดแล้ว ข้อมูลที่บรรจุไว้ภายในคงอยู่ในสภาพเหมือนเดิม   แม้มหาวิทยาลัย จะจัดตั้งหอจดหมายเหตุแล้ว แต่หอจดหมายเหตุมีข้อจำกัดที่เน้นการเก็บรักษาเอกสารที่สิ้นกระแสการใช้งานแล้ว  ต่างกับการเก็บข้อมูลลงในแคปซูลเวลา  ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลได้ทั้งอดีต  ปัจจุบัน  และแนวคิดในอนาคต  มหาวิทยาลัยจึงเห็นควรจัดให้มีแหล่งเก็บข้อมูลควบคู่กันไปกับหอจดหมายเหตุ  และดำเนินการจัดเก็บในแบบสากลที่หลายประเทศทั่วโลกในปัจจุบันดำเนินการอยู่ในแคปซูลเวลา (ข้อมูลจากหนังสือที่ระลึกในพิธีบรรจุ แคปซูลเวลา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2549)

ดาวน์โหลด

เป็นไงบ้างค่ะ ได้รับความรู้เกี่ยวกับแคปซูลเวลามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กันแล้วนะค่ะ   คราวหน้าจะหาข้อมูลดีๆๆ รอบรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาฝากใหม่นะค่ะ…สวัสดีคะ…

Advertisements

สวัสดีค่ะ…  วันนี้ดิฉันใคร่ขอประชาสัมพันธ์เชิญชวน นิสิตปัจจุบัน นิสิตเก่า อาจารย์ บุคลากรของมหาวิทยาลัย และผู้สนใจ ชมนิทรรศการ ณ อาคารหอพักนิสิต (หอ2)  ตั้งอยู่ตามแนวถนนระพีสาคริก ฝั่งตรงข้ามสนามรักบี้ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเปิดให้ชมทุกวันอังคารและวันพฤหัสบดี ตั้งแต่เวลา 10.00 – 15.00 น.   มาย้อนรอยอดีตและรำลึกถึงวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันในหอพักของนิสิต มก. ในอดีตด้วยกันนะคะ

DSC_0244 1

          ก่อนอื่นดิฉันขอเล่าประวัติความเป็นมาของหอพักนิสิต  วิทยาเขตบางเขน ก่อนนะค่ะ…ในอดีตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีลักษณะเป็นทุ่งนาห่างไกลจากเมือง  สภาพแวดล้อม โดยรอบยังเป็นทุ่งนาซึ่งเรียกในสมัยนั้นว่า “ทุ่งบางเขน”   นิสิตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทุกคนต้องอยู่หอพักเพราะมหาวิทยาลัยฯ อยู่ไกล  การเข้าถึงนั้นลำบาก   และนิสิตจะต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับพืชและสัตว์เป็นอันมาก  การพักอาศัยอยู่ในมหาวิทยาลัยฯ จึงเป็นสิ่งจำเป็น

สถานีเกษตรกลางบางเขน-s

สถานีเกษตรกลางบางเขน

ดังนั้นมหาวิทยาลัยฯ  จึงจัดสร้างหอพักเป็นสวัสดิการให้แก่นิสิต เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นิสิต (พระพิรุณรับน้อง ๒๕๒๔ – ๒๕๒๕ หอพักนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)  ในสมัยนั้นถือว่าเป็นการศึกษาที่ให้เปล่า คือ นักศึกษาไม่ต้องชำระค่าเล่าเรียนและค่าหอพัก แต่ต้องจ่ายค่าอาหารเดือนละ ๑๕ บาท (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ๒๕๓๗ : ๑๙)  มหาวิทยาลัยฯ ได้สร้างหอพักเรียงตามแนวถนน  หอ ๑ จรดสายเมนประตู ๑  ถึงโรงสูบ ลักษณะเป็นเรือนไม้ ๒ ชั้น มีมุขยื่นออกมา  ชั้นบนเป็นห้องนอน  ชั้นล่างเป็นที่เก็บตู้เสื้อผ้า โต๊ะทำงานและสิ่งอำนวยความสะดวกอีกตามสมควร  สำหรับห้องสุขาใช้รวมกัน  ด้านหลังเป็นโรงอาหารและโรงครัว นิสิตทุกคนต้องมารับประทานอาหารทุกมื้อ ต่อมามหาวิทยาลัยฯ  มีโครงการเพิ่มคณะวิชาและรับนิสิตเข้าศึกษาเพิ่มขึ้น  จึงได้สร้างหอพักเพิ่มขึ้น ๙ หลัง ๑๕ หลัง และ ๒๓ หลังตามลำดับ   ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๘๖ – ๒๔๙๒  มหาวิทยาลัยฯ มีนิสิตเป็นชายล้วน  จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๙๓  จึงมีนิสิตหญิงเข้ามาศึกษาเป็นรุ่นแรก หอพักหญิงในช่วงแรกๆ มีหอพัก ๑๐ ก และหอพัก ๑๐ ข  โดยที่หอพัก ๑๐ ก เป็นหอพักหญิง ๒  ชั้น  ซึ่งมีมาก่อนหอพักหญิง ๑๐ ข  ซึ่งดัดแปลงมาจากบ้านพักอาจารย์มีชั้นเดียว  หอพักหญิงอยู่ตรงข้ามกับเรือนแถวข้าราชการชั้นจัตวา  ซึ่งแต่ละหอพักมีอุปกรณ์ต่างๆ เช่น เตียงชั้นเดียว โต๊ะ ตู้ เก้าอี้ เป็นต้น  ส่วนห้องน้ำเป็นลักษณะห้องน้ำรวมอยู่ทางแต่ละปีกของอาคาร  ซึ่งมีอาจารย์เป็นที่ปรึกษาคอยดูแลนิสิต หอพักหญิงในสมัยก่อนไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่หอพักหญิงในปัจจุบันนี้แต่อยู่ใกล้ๆ กันคือ บริเวณที่ตั้งของสำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยหอพัก ซึ่งสมัยก่อนเป็นหน่วยงานเล็กๆ มีที่ทำการอยู่ที่ตึกสัตวบาล (อาคารหอประวัติมหาวิทยาลัยฯ ในปัจจุบัน)  

อาคารสัตวบาล

อาคารสัตวบาล

ซึ่งบริเวณโดยรอบของหอพักหญิงติดกับฟาร์มเลี้ยงไก่และบ่อปลา ต่อมาเมื่อมหาวิทยาลัยฯ มีจำนวนนิสิตเพิ่มมากขึ้น จึงได้สร้างหอพักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนี้ ตึกพักหญิงบุษกร ต่อมาสร้างหอพักหญิงราชาวดี ขจีนุช พุทธรักษา มหาหงส์ ตึกพักหญิงชงโค ตึกพักหญิงชวนชม ตึกพักชายที่ ๑๒, ๑๓, ๑๔ และสุดท้ายตึกพักชายที่ ๑๕  ซึ่งพื้นที่ๆ สร้างเป็นหอพักหญิง ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สำหรับทำการเพาะปลูกหรือเป็นแปลงทดลองทางการเกษตร       ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ มหาวิทยาลัยฯ ได้ตั้งองค์การนิสิตขึ้นมาเป็นครั้งแรก เก็บค่าหอพัก ๖๐ บาท พ.ศ. ๒๔๙๙ นิสิตต้องชำระค่าธรรมเนียมหอพักปีละ ๓๐๐  บาท  ค่าธรรมเนียมหอพักได้เพิ่มขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ   พ.ศ. ๒๕๒๑  ค่าธรรมเนียมหอพักได้เพิ่มขึ้นเป็นภาคการศึกษาละ ๕๐๐ บาท พ.ศ. ๒๕๒๓  ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการนำน้ำประปามาใช้ในหอพักแทนการใช้น้ำบาดาล    ในปัจจุบัน    เสียค่าธรรมเนียมภาคการศึกษาละ ๒,๐๐๐  บาท  ซึ่งเปลี่ยนแปลงจาก ๗๕๐ บาทในปีการศึกษา พ.ศ. ๒๕๓๘  (จากหนังสือคู่มือนิสิตหอพัก กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๔๖)

          ในหลายๆ ปีต่อมาหอพักนิสิตชายเรือนไม้ได้มีการรื้อถอนไปบ้างแล้วตามสภาพกาลเวลา และเพื่อประโยชน์ใช้สอยอื่นๆ แต่ยังคงเหลือหอพักนิสิตชายเรือนไม้เพียง 3 หอ คือ หอพักนิสิตหอ2  หอ3 และหอ4   ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงได้ดำเนินการซ่อมแซมปรับปรุงหอพักนิสิตหอ 2 ให้เป็นอาคารอนุรักษ์สำหรับจัดนิทรรศการแสดงประวัติและวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันภายในหอพักนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในอดีต     และได้ทำการเปิดอย่างเป็นทางการแล้ว  เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2549            

นิทรรศการภายในอาคาร แบ่งเป็น 2 ส่วน คือจัดเหมือนจริง 1 ส่วน  จัดเต็มรูปแบบที่เหมือนจริง มีห้องหัวหน้าหอพัก และรองหัวหน้าหอพักด้วย

DSC_0276

      DSC09679      DSC09680      DSC09671       

อีก 1 ส่วน จัดนิทรรศการประวัติความเป็นมา 

   DSC09666      DSC09668

ยังมีภาพและข้อมูลอีกมากมายเกี่่ยวกับหอพักนิสิตชาย  ขอเชิญชมนิทร รศการได้ตามวัน และเวลา ดังกล่าว…ชมฟรี…   ขอบคุณค่ะ

Posted by: kuarchives | กรกฎาคม 31, 2013

Happy Aniversary

สวัสดีพี่ๆ น้่องๆ ทุกคนอีกครั้ง หลังจากหายกันไปนานถึง 1 ปี  ด้วยทีมงานทุกคนวุ่นวายกันใหญ่ จนไม่มีเวลามาเขียนบทความเพิ่ม  หรือส่วนตัวผู้เขียนเองห่างหายไปถึง 2 ปี  ต้องขออภัยด้วยนะคะ

sorry

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 2 ปี ที่ผู้เขียนไม่ได้อัพเดท และฉลองการกลับมาอัพอีกครั้ง  เรามาดูกันดีกว่าว่าช่วงที่หายไป หอจดหมายเหตุ ไปทำอะไรกันมาบ้าง

 

1. อันดับแรกเลยก็คือการย้ายสังกัดจากสำนักงานอธิการบดีมาอยู่สำนักหอสมุด ซึ่งที่จริงก็อยู่ด้วยกันมานานแล้วตั้งแต่ปลายปี 2554  แต่มีประกาศอย่างเป็นทางการ เมื่อ 30 เมษายน 2555  หลังจากโอนย้ายจึงต้องมีการปรับโครงสร้างและบริหารจัดการงานกันใหม่ การทำงานก็คล้ายเดิมแต่มีเพื่อนร่วมงานมากขึ้น สนุกสนาน คึกคักขึ้นค่ะ

 

2.เรื่องต่อมาก็คือน้ำท่วมมมมมม ทุกท่านน่าจะทราบกันว่า ม.เกษตรของเราประสบอุทกภัยเมื่อปลายเดือน ต.ค. 54 หอประวัติก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบนี้ โดยน้ำเข้าท่วมภายในอาคารเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน   ก่อนน้ำท่วมก็มีการขนย้ายสิ่งของเฉพาะที่เคลื่อนย้ายได้หนีน้ำไปไว้ที่สูง  หลังน้ำลดก็มีการเข้ามาทำความสะอาด ซึ่งมหาวิทยาลัยได้กำหนดวัน Big Cleaning Day เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 54  ซึ่งนอกจากวันนี้บุคลากรรวมทั้งพนักงานทำความสะอาดและ เจ้าหน้าที่ รปภ ของหอประวัติ ได้ร่วมกันทำความสะอาดและยกสิ่งของกลับเข้าที่ประมาณ 7 วัน

น้ำท่วมหอประวัติ มก.

น้ำท่วมหอประวัติ มก.

ทำความสะอาด

ช่วยกันทำความสะอาด

เชื้อราที่ผนังหลังน้ำท่วม

เชื้อราที่ผนังหลังน้ำท่วม

3.ผลสืบเนื่องจากน้ำท่วม เราจึงต้องซ่อมแซมพื้นอาคาร ผนัง และเฟอร์นิเจอร์ที่เสียหาย  จึงวุ่นวายกับการดำเนินการของบประมาณ ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และประชุมกับผู้บริหารและที่ปรึกษาของหอจดหมายเหตุ ซึ่งท่านได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือในการวางแนวทางการดำเนินงานในอนาคต ซึ่งหลังจากได้รับงบประมาณแล้วจึงมีการซ่อมแซมอาคารเมื่อเดือน พ.ย. 55 – ม.ค. 56

4.ผลสืบเนื่องจากการประชุมกับผู้บริหารและที่ปรึุกษาถึงแนวทางการดำเนินงาน เราจึงได้ทำการปรับปรุงห้องนิทรรศการก้าวสู่ทศวรรษที่เจ็ดและนิทรรศการเกษตรศาสตร์ เพื่อเพิ่มเติมผลงานในช่วงทศวรรษที่เจ็ดของมหาวิทยาลัย (พ.ศ.2546-2556) โดยหาข้อมูลจากคณะ สำนัก และหน่วยงานต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย รวมถึงทางอินเตอร์เน็ต เพื่อรวบรวมข้อมูลให้ครบถ้วนมากที่สุด และเสนอให้รองอธิการบดีฝ่ายอำนวยการเป็นผู้พิจารณาเนื้อหา หลังจากนั้นจึงได้ทำการปรับปรุงห้องนิทรรศการในช่วงเวลาเดียวกับการซ่อมแซมอาคารหอประวัติ จนแล้วเสร็จ มีพิธีเปิดนิทรรศการในวันที่ 2 ก.พ. 56 อันตรงกับวันสถาปนาปีที่ 70 ของ มหาวิทยาลัย

นิทรรศการห้องก้าวสู่ทศวรรษที่เจ็ดฯ

นิทรรศการห้องก้าวสู่ทศวรรษที่เจ็ดฯ

พิธีเปิดห้องนิทรรศการก้าวแรกสู่ทศวรรษที่เจ็ดฯลฯ

พิธีเปิดห้องนิทรรศการก้าวแรกสู่ทศวรรษที่เจ็ดฯลฯ

 

 

 

 

 

 

5.การสร้างเครือข่ายจดหมายเหตุ 4 วิทยาเขต ซึ่งมีวิทยาเขตบางเขนเป็นแม่งาน จากการสร้างเครือข่ายนี้จึงต้องมีการประชุมและกำหนดมาตรฐานที่ต้องใช้ร่วมกันเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งมหาวิทยาลัย พวกเราก็เลยต้องมีภารกิจในการอบรมสัมมนาทั้งการไปเข้าร่วมงานกับหน่วยงานอื่น และจัดงานอบรมสัมมนาเอง โดยเมื่อวันที่ 19-21 ธ.ค. 55 หอจดหมายเหตุได้จัดการประชุมและสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การจัดทำเอกสารจดหมายเหตุตามหลักมาตรฐานสากล (ISAD)”  และวันที่ 15 มี.ค.56 ได้มีการจัดอบรม “มาตรฐานสื่อดิจิทัลสำหรับงานจดหมายเหตุ” และประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “ การปรับปรุงคู่มือการกำหนดเลขรหัสเอกสารจดหมายเหตุ มก.”

อบรมมาตรฐาน ISAD

อบรมมาตรฐาน ISAD

15 มีนาคม 2556

15 มีนาคม 2556

 

 

 

 

 

 

6.นอกจากสร้างเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานด้านจดหมายเหตุแล้ว เรายังสร้างเครือข่ายผู้ส่งมอบเอกสารจดหมายเหตุ โดยพาบุคลากร มก. จำนวน 32 คน ไปศึกษาดูงาน ณ สำนักราชเลขาธิการ ศาลายา เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 56  ซึ่งที่นี่จะจัดเก็บเอกสารเกี่ยวกับพระราชวงศ์ทุกพระองค์ พวกเราได้ชมเอกสารเก่าหาดูยากมากมาย ชมเทคนิคการจัดเก็บ และเทคโนโลยีในการเก็บรักษาเอกสารต่างๆ ซึ่งแม้เราจะไม่สามารถทำตามได้ในทุกเรื่อง แต่ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้

ดูงานสำนักราชเลขาธิการ

ดูงานสำนักราชเลขาธิการ

เอกสารเก่าเกี่ยวกับ มก.

เอกสารเก่าเกี่ยวกับ มก.

 

 

 

 

 

 

7.และปีนี้ เป็นปีแรกที่หอจดหมายเหตุได้จัดทำโครงการ Open House นำชมหอประวัติ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติพัฒนาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้แก่นิสิตปี 1 ระหว่างวันที่ 10 – 30 มิ.ย. 56  เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้นิสิตรู้จักหอประวัติมากขึ้นด้วย จากการประสานงานกับนายกองค์การบริหารองค์การนิสิต มก. และนายกสโมสรนิสิตคณะต่างๆ ได้รับความสนใจจากนิสิตเป็นอย่างมาก แต่ติดปัญหาที่บางคณะอยู่ไกลเดินทางมาไม่สะดวก และนิสิตปี 1 ช่วงเปิดเทอมมีการรับน้อง ประชุมเชียร์ และมีวิชาเรียนมาก ทำให้ไม่สะดวกในการเข้าชม ซึ่งจะต้องแก้ปัญหากันในปีต่อไป

Open House เยี่ยมชมหอประวัติ

Open House เยี่ยมชมหอประวัติ

Open House เยี่ยมชมหอประวัติ

Open House เยี่ยมชมหอประวัติ

 

 

 

 

 

 

ที่ยกตัวอย่างมานี้ คืองานใหญ่ๆ ที่ทำสำเร็จกันไปแล้วนะคะ ส่วนงานประจำอื่นๆ ก็ยังคงมีอยู่ทุกวัน ทำให้ว่างเว้นจากการเขียนบทความกันไปบ้าง แต่หลังจากทำ Open House แล้วทำให้เราได้รับทราบข้อคิดเห็นมากมายจากน้องๆ โดยส่วนหนึ่งอยากให้ประชาัสัมพันธ์หอประวัติและหอจดหมายเหตุให้เป็นที่รู้จักยิ่งขึ้น เพราะเมื่อมาดูแล้วน้องๆ ชอบมาก รู้สึกภูมิืใจในความเป็น มก. เลยอยากให้คนอื่นได้มาดูด้วย  ซึ่งพวกเราก็เห็นว่า Blog นี้คงเป็นช่องทางหนึ่งที่จะทำให้น้องๆ ได้รู้จักพวกเรานะคะ หลังจากนี้พวกเราจะมาอัพเดทกันอย่างต่อเนื่องแน่นอนค่ะ

ContractAdministration2(2)

พูดไปเดี๋ยวจะหาว่าชมตัวเอง  มาดูกับตากันที่หอประวัติ มก. ประตู 3 ถ.งามวงศ์วาน เลยดีกว่าว่าจะรู้สึกรัก มก. มากขึ้นอย่างที่น้องๆ เค้าพูดจริงไหม  หรือถ้าใครอยากค้นข้อมูลเกี่ยวกับประวัติ มก. ก็สามารถมาที่หอจดหมายเหตุ ชั้น 4 อาคารเทพรัตน์วิทยาโชติ สำนักหอสมุด มก. ได้เลยนะคะ ยินดีต้อนรับทุกท่านค่ะ

การประชุมสัมมนาทางวิชาการจดหมายเหตุ

เรื่อง    “Electronic Records : Prepare for Change and Prevent Loss”

การประชุมสัมมนาครั้งนี้จัดโดยสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ณ โรงแรมอมารีวอเตอร์เกท ประตูน้ำ กรุงเทพมหานคร  เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๕ – วันอังคารที่ ๒๖ มิถุนายน  ๒๕๕๕  โดยมี นางสุกมล  คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานกล่าวต้อนรับพร้อมเปิดงานและเปิดนิทรรศการ

ภายในงานมีการบรรยายพิเศษของ David A. LEITCH เลขาธิการ The International Council on Archives (ICA) ในหัวข้อ “Protect Records and Archives, Preserve Our History” ได้กล่าวแนะนำหน่วยงาน ICA ตั้งแต่ประวัติความเป็นมาในการก่อตั้ง การดำเนินงานในปัจจุบัน และผลงานสำคัญได้แก่ การจัดทำมาตรฐาน I SAD-G และ ICA-REQ for record รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีด้านจดหมายเหตุต่างๆ  นอกจากนี้ยังมีวิทยากรอีก ๖ ท่าน มาถ่ายทอดประสบการณ์การจัดเก็บเอกสารจดหมายเหตุในรูปแบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ประเภทต่างๆ รวมถึงระบบการจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่การผลิตเอกสารจนถึงขั้นตอนการอนุรักษ์เอกสารกันเลยทีเดียว  วิทยากรทั้ง ๖ ท่านได้แก่

๑. Dr. Pauline Joseph              Department of Information Study, Curtin University

๒. Mr. James Lowry                International Records Management Trust (IRMT)

๓. Mr. John McDonald             Information Management Consulting and Education,Canada

๔. Ms. Anthea Seles                International Records Management Trust (IRMT)

๕. Mrs. Normazlinalaila Bahari   National Archives of Malaysia

๖. Dr. Eric Tan                            Director  National Archives of Singapore

       

       การสัมมนาทางวิชาการจดหมายเหตุครั้งนี้เป็นการสัมมนาระดับนานาชาติ เปิดโอกาสให้นักจดหมายเหตุและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บและอนุรักษ์เอกสารได้เข้าร่วมสัมมนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ๆที่เกี่ยวกับการจัดการและอนุรักษ์เอกสารจดหมายเหตุ  ซึ่งรวมไปถึงการนำอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีรูปแบบใหม่มาใช้กับงานจดหมายเหตุด้วย สิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการพัฒนางานจดหมายเหตุของทุกหน่วยงานในประเทศไทยต่อไปในอนาคตค่ะ

 

 

 

 

 

***ขอขอบคุณสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ (คุณนวลพรรณ  นาคปรีชา) ที่เอื้อเฟื้อภาพค่ะ

          

การเสวนาเรื่อง หนังสือเก่า เล่าเรื่อง มรดกภูมิปัญญาไทย งานเสวนาเนื่องในโอกาสน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ที่ทรงมีต่อจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ทรงได้มอบ collection หนังสือส่วนพระองค์ให้เก็บรักษาไว้เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาแก่คนรุ่นหลัง

การบรรยายในช่วงเช้ามีวิทยากร ๒ ท่านคือ รองศาสตราจารย์อัมพร ทีขะระ และรองศาสตราจารย์ฉลอง สุนทราวาณิชย์ ที่ได้มีโอกาสสัมผัสหนังสือเก่าของกรมพระจันทบุรีนฤนาถ  ใน collection นี้มีด้วยกันทั้งสิ้น ๕,๐๐๐ เล่มโดยเป็นหนังสือภาษาไทยประมาณ ๑,๖๑๖ เล่ม และอีก ประมาณ ๓,๐๐๐ เล่มเป็นหนังสือภาษาต่างประเทศ โดยหนังสือส่วนใหญ่จะเป็นพจนานุกรม ศาสนาเปรียบเทียบ พระไตรปิฎกและยังมีที่ไม่สามารถทำบัตรรายการได้อีกจำนวนหนึ่ง พร้อมกันนี้รองศาสตราจารย์อัมพรยังได้กล่าวถึงความเด่นของหนังสือหายากของกรมพระจันทบุรีนฤนาทไว้ว่า หนังสือชุดนี้มี

ความเด่นในเรื่องของ บรรณสิทธิ์การครอบครอง และตัวของหนังสือมีลายเซ็นซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเจ้าของอยู่ในหนังสืออย่างชัดเจน รวมทั้งมีการออกแบบปกหนังสือที่สวยงามเกือบทุกเล่ม  ทางด้านของรองศาสตราจารย์ฉลอง สุนทราวาณิชย์ ได้กล่าวว่าหนังสือในชุดนี้นั้นเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์เพราะสะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมรวมไปถึงสามารถสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองและแนวคิดของกรมพระจันทบุรีนฤนาถผ่านทางหนังสือที่ท่านได้อ่านอีกด้วย

 “ลีลา ฉันท์” ผู้บรรยายได้นำเสนอเกี่ยวกับ ฉันท์ แบบต่างๆจากการค้นคว้าของอาจารย์จากหนังสืออิลราชคำฉันท์ พร้อมทั้งได้มีการอ่านฉันท์ในแบบต่างๆให้รับฟังไม่ว่าจะเป็น  สัททุลวิกีฬิต ฉันท์ ๑๙ , อินทรวิเชียร ฉันท์ ๑๑ ,ภุชงคประยาต ฉันท์ ๑๒ เป็นต้น

 “ เสน่ห์ของหนังสือเก่า” โดยนายอเนก นาวิกมูล ได้กล่าวถึงความสำคัญของหนังสือเก่า ในด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเป็นแหล่งอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ รวมไปถึงส่วนประกอบที่สวยงามของหนังสือไม่ว่าจะเป็นหน้าปก รูปเล่ม ทำให้หนังสือเก่าเหล่านี้มีราคามากขึ้นตามระยะเวลาที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย พร้อมทั้งได้ยกตัวอย่างหนังสือเก่าที่ได้มีการเก็บรักษาไว้เช่น ซาเก๊าะ หนังสือสามก๊กในสมัยรัชกาลที่ ๔

“หนังสือเก่า ความรัก ความผูกพัน กับคนสำคัญ” โดยนางสุกัญญา ชลศึกษ์ (กฤษณา อโศกสิน)  นางชมัยภร แสงกระจ่าง และนายแพทย์พงศกร จินดาวัฒนะ โดยมีหม่อมหลวงสราลี กิติยากร เป็นผู้ดำเนินรายการ  การเสวนาจะกล่าวถึงการใช้ประโยชน์จากเอกสารเก่า หนังสือเก่าเพื่อนำมาเขียนเป็นนวนิยายในด้านที่จะต้องเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์โดยนักเขียนทั้ง ๓ ท่านได้เขียนนวนิยายในเรื่องที่จะต้องมีการศึกษาข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง รสรักปักอุราของ กฤษณา อโศกสิน ที่ดำเนินเรื่องโดยการใช้หนังสือเก่าเป็นตัวเดินเรื่องที่สำคัญ จำเป็นที่จะต้องไปสืบค้นข้อมูลจากหนังสือเก่าไม่ว่าจะเป็นเรื่อง มัทนะพาธา หรือ ประวัติศาสตร์ล้านนา มาเป็นข้อมูลในการเขียนบรรยายถึงสภาพความเป็นอยู่ การแต่งกายของคนในสมัยอดีต เป็นต้น เช่นเดียวกับนางชมัยภร แสงกระจ่างที่เป็นผู้เก็บสะสมหนังสือเก่ามากมายไว้เพื่อเป็นข้อมูลในการเขียนหนังสือและเป็นความชื่นชอบส่วนตัวไม่ว่าจะเป็นหนังสือเรื่อง อวสานสวนกุหลาบ ของ ร. จันทพิมพะ ที่เป็นหนังสือหายากในสมัยนี้  และในส่วนของนายแพทย์พงศกร จินดาวัฒนะ ได้ทำการค้นข้อมูลจากหนังสือเก่าประเภทหนังสืองานศพของข้าราชบริพารสมัยอดีต เช่น “ บันทึกส่วนตัวของ เจ้าพระยารามราฆพ”ทำให้ทราบถึงสภาพสังคมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๖ เพื่อนำมาเขียนเป็นนิยายในเรื่อง สาวหลงยุค  รวมไปถึงเรื่องอื่นๆด้วยที่ต้องมีการค้นคว้าข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์จากหนังสือเก่า เช่น รอยไหม กี่เพ้า สิเน่หาสาหรี เป็นต้น ซึ่งทั้ง ๓ ท่านต่างเป็นผู้ที่รักหนังสือเก่าและเห็นคุณค่าของการเก็บรักษาหนังสือเก่าไว้เพื่อเป็นมรดกทางปัญญาแก่คนรุ่นหลังต่อไป

หลังจากจบการบรรยายได้มีการนำชมเปิดห้องหนังสือหายากกรมพระจันทบุรีนฤนาถ

ห้องหนังสือหายาก

สวัสดีค่ะ ห่างหายไปนานสำหรับหอจดหมายเหตุบลอค หลังจากโดนกระแสน้ำซัดพัดพาไปตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว

จึงขอกลับมาแนะนำงานเกษตรแฟร์ งานตลาดนัดน่าเที่ยวที่น่าเดินเล่นชิลๆหาซื้อของกินของใช้ ต้นไม้ผลไม้ หรือความรู้มาประดับประดาสมองเพิ่มเราก็มีมาแนะนำนะคะ

ปกติงานเกษตรแฟร์จะจัดขึ้นในช่วงประมาณต้นปี คือกุมภา แต่เนื่องจากมหาอุทกภัยส่งผลให้เกิดการปิดมหาวิทยาลัยนาน น้องนิสิตไม่มีเวลาเรียนเพียงพอ ทางมหาวิทยาลัยจึงเลื่อนมาจัดงานในช่วง พฤษภาคมนี้แทน แต่ก่อนหน้านั้น มหาวิทยาลัยก็ได้จัดงานเกษตรแฟร์เล็กๆไปพอเรียกน้ำย่ยอแล้วคือ งานเกษตรเทรดแฟร์ค่ะ เนื้อหาสาระและของที่นำมาขายหรือโชว์จะมีจำนวนไม่มาก สู้งานเกษตร์แฟร์ที่กำลังจัดอยู่ตอนนี้ไม่ได้เลยค่ะ 🙂

เกริ่นมาพอสมควรแล้ว จากนี้ขอแนะนำตัวอย่างความน่าสนใจที่ทุกคนไม่สามารถพลาดได้นะคะ

-สินค้า OTOP  ผลผลิต ดี เด่น ดัง จากแต่ละจังหวัด อาทิ สมุนไพรแปรรูป สิ่งประดิษฐ์ อาหารและขนมต่างๆอร่อยมากแน่นอน

-ตลาดน้ำเกษตรตลาดโบราณ สินค้าขึ้นชื่อประจำตลาดน้ำจาก ตลาดน้ำดอนหวาย ลำพญา ตลิ่งชัน คลองลัดมะยม ตลาดร้อยปีสามชุก เป็นต้น

-สวนสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ทั้งเพื่อความงาม นวด ประคบ อบ สปา อโรม่า ครบค่ะ

-ตลาดติดแอร์ สำหรับคลายร้อนๆ เดินเข้าไปหาอะไรเย็นๆมี เครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ผ้าไหม สินค้าของมูลนิธิในพระราชูปถัมภ์หลายรายการ รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคด้วย

-องค์กรการเกษตร สินค้าหน่วยงานและองค์กรการเกษตร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร นำเหล่าผู้ผลิตสินค้าทางการเกตรมาร่วมออกงาน ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคของอร่อยมากมายจากทั่วประเทศเลยค่ะ

โซนเด็กๆเราก็มี

-สวนสนุกสุดหรรษา เครื่องเล่นเช่น บ้านลม รถไฟฟ้า ม้าหมุน สไลเดอร์ วุ้มเกมส์ต่างๆ

โซนนวัตกรรม

-ในอาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ เป็นการเสนอผลงานวิจัย 8 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มการจัดการภัยพิบัติธรรมชาติ กลุ่มพลังงานทดแทน กลุ่มกรีนเทคโนโลยี กลุ่มเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์พืช กลุ่มเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีการเกษตร กลุ่มผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเกษตร กลุ่มนวัตกรรมสร้างชื่อของ มก. และสุดท้าย กลุ่มนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์  ท่านใดที่สนใจสามารถเข้าดูได้นะคะ แอร์เย็นๆ เดินชมเติมพลังก่อนจะเดินซื้อของต่อได้ค่ะ

โซนถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมอาชีพ

-เป็นการอบรมหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น มี 4 หมวด คือ

หมวดเกษตร เช่นการเพาะเห็ด  การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน

หมวดอาหาร เช่น การทำกิมจิสไตล์ไทย ถั่วเคลือบงา บราวนี่ เค๊กกล้วยหอม ปาท่องโก๋เกลียว และอื่นๆอีกมากมายเลยค่ะ

หมวดศิลปะ เช่น การเพ้นท์เสื้อยืด งานปักเลื่อม ดอกไม้ดินไทยดินญี่ปุ่น

หมวดพยากรณ์ศาสตร์ เรียนโหราศาสตร์ไทย

การประกวดสัตว์เลี้ยง

ปีนี้มีการสุนัข ปลากัด มีกิจกรรม ประกวดวาดภาพระบายสี ประกวดการจัดตู้ปลา่

การประกวดพืช

ประกวด แก้วกาญจนาและดราซีน่า เป็นไม้ประดับยอดนิยม หน้าตาเป็นอย่างไรสวยแค่ไหนต้องไปลองเดินชมดูนะคะ  ประกวดกล้วยไม้ 20 ประเภทที่จะจัดแสดงกล้วยไม้ที่ได้รับรางวัล ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริตลอดช่วงวันงาน และประกวดผลไำม้ 17 ประเภท มีคุณภาพสวยงาม มีความปลอดภัยในการบริโภค

คร่าวๆสำหรับงานเกษตรแฟร์ปี 2555 นี้นะคะ

รับรองว่ามาได้ทั้งครอบครัว ได้ของติดไม้ติดมือกลับบ้านกันทุกรายแน่นอนค่ะ

แล้วพบกันในงานนะคะ ^^

      พิพิธภัณฑ์สถานแห่งความทรงจำ หรืออนุสรณ์สถานช่องเขาขาด ทางรถไฟไทย-พม่า เป็นสถานที่แห่งความทรงจำที่อดีตเชลยศึกชาวออสเตรเลียชื่อ นายเจ จี ทอม ทอร์ริส หนึ่งในแรงงานนับหมื่นคนที่ก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะแห่งนี้ ได้นำข้อมูลเสนอและของบประมาณต่อรัฐบาลออสเตรเลียจนได้รับอนุมัติจัดสร้างเพื่อเป็นแหล่งประวัติศาสตร์จนสำเร็จ  และเปิดให้เข้าชมเมื่อปีพ.ศ. 2542ถึงปัจจุบันโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

 

สำหรับพิพิธภัณฑ์สถานแห่งความทรงจำ “ช่องเขาขาด” นี้ อยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี ห่างจากตัวเมือง 80 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในเขตของกองการเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กิโลเมตรที่ 64-65 บนทางหลวงหมายเลข 323 กาญจนบุรี-ไทรโยค-ทองผาภูมิ  เป็นสถานที่จัดแสดงมินิเธียเตอร์ และรวบรวมข้อมูลภาพถ่าย ข้าวของเครื่องใช้ระหว่างการสร้างทางรถไฟ เช่น พลั่ว ชะแลง กระบุง ค้อน เป็นต้น

 

 

           

     ภายในบริเวณมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ และร่องรอยการก่อสร้างแนวทางรถไฟสายดั้งเดิมในระยะทาง 4 กิโลเมตร ผู้เข้าชมสามารถเดินไปตามทางเดินยังช่องเขาขาดและเดินกลับประมาณ 40 นาที  ซึ่งผู้เข้าชมควรสวมรองเท้าให้เหมาะกับการเดินในเส้นทางที่ไม่ใช่ทางเรียบนัก ขอแนะนำเป็นรองเท้าผ้าใบจะดีที่สุด  และเตรียมน้ำดื่มไปด้วยเผื่อกระหายน้ำ!!!

 

 

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก รำลึกช่องเขาขาด เชลยศึกสงคราม โดย นงนวล  รัตนประทีป ข่าวสดรายวัน  4 มกราคม 2552 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6611

Posted by: kuarchives | กันยายน 27, 2011

สัมผัสศาลปกครอง

ศาลปกครองหน่วยงานใหม่ ตึกใหญ่ริมถนนแจ้งวัฒนะ

ครั้งแรกที่เห็นศาลปกครองให้ความรู้สึกดูน่าเกรงขามและมั่นคงสมกับเป็นศาลที่ทำหน้าที่ตัดสินคดีความจริงๆ การมาศาลปกครองในครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ได้มาสัมผัสอาคารหลังใหม่ที่ใหญ่โตอลังการ ครั้งนี้ได้มีโอกาสมาเยือนศาลปกครองเนื่องจากได้รับหนังสือเชิญให้มาร่วมงานเปิดตัว         “ พิพิธภัณฑ์ศาลปกครอง” เนื่องในวาระครบรอบ 10 ปีของการเปิดทำการศาลปกครองในประเทศไทยถือได้ว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เข้ามาสัมผัสกับพิพิธภัณฑ์ใหม่ล่าสุดในวงการพิพิธภัณฑ์และงานจดหมายเหตุของประเทศไทย พร้อมกับยังได้มีโอกาสร่วมฟังเสวนาวิชาการจากตุลากรศาลปกครองคนแรกของประเทศไทย คือ ศาสตราจารย์ ดร. อักขราทร จุฬารัตน์ และผู้มีชื่อเสียงในวงการพิพิธภัณฑ์ทั้งผู้ออกแบบพิพิธภัณฑ์ศาลปกครอง ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนครอีกด้วย แต่ว่าไฮไลท์ก็คงไม่พ้นตัวพิพิธภัณฑ์ศาลปกครองในวันนี้ที่จะมีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมชมเป็นครั้งแรก

เมื่อก้าวเข้าสู่ “พิพิธภัณฑ์ศาลปกครอง” ที่ตั้งอยู่ที่ชั้น 2 ของอาคารสิ่งแรกที่รู้สึกได้ก็คือ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดูเรียบง่ายและทันสมัย ในพิพิธภัณฑ์จะแบ่งพื้นที่ในการจัดแสดงออกเป็น 3 ช่วงด้วยกันโดยในช่วงแรกจะเป็นการนำเสนอในเรื่องของ “ ความเป็นมาของศาลปกครอง” ผ่านภาพเคลื่อนไหว และจัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระราชดำรัสของพระองค์ท่านส่วนอีกด้านจัดแสดงภาพที่ปรึกษาราชการแผ่นดินในสมัยอดีตผ่านจอและมีการเคลื่อนไหวเพื่อให้ดูน่าตื่นเต้นมากขึ้น

                                                                 

          เมื่อเดินถัดมาก็จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ “วิวัฒนาการขององค์กรวินิจฉัยคดีปกครอง”  โดยจัดแสดงเนื้อหาเกี่ยวกับโครงสร้างองค์กรอำนาจหน้าที่ต่างๆและบุคคลสำคัญที่มีส่วนในการจัดตั้งศาลปกครองโดยการจัดแสดงจะใช้วัสดุจำพวกแผ่นโลหะเป็นพื้นและเอกสารลายลักษณ์ และหนังสิอที่เกี่ยวกับความเป็นมาจัดแสดงอยู่ด้วย

      และในส่วนสุดท้ายจะเป็นการจัดแสดงเนื้อหาในเรื่อง “จุดกำเนิดศาลปกครอง” ผ่านสื่อดิจิทัลทั้ง touch screen ,video wall , LCD และ โมเดลอาคารศาลปกครอง โดยเนื้อหาจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเป็นมาในการก่อตั้งศาลปกครอง ภาพและประวัติประธานศาลปกครองสูงสุดคนแรก และกิจกรรมต่างๆของศาลปกครองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และจุดสุดท้ายที่ถือว่าเป็นจุดน่าสนใจใหม่ของพิพิธภัณฑ์ก็คือ จุดถ่ายภาพที่สามารถส่งรูปมายัง e-mail ของเราได้โดยตรงเพื่อเตือนความทรงจำว่าครั้งหนึ่งเราเคยมาเยือนพิพิธภัณฑ์ศาลปกครอง

      

พิพิธภัณฑ์ศาลปกครองเปิดให้เข้าชมวันจันทร์-วันศุกร์ เว้นวันหยุดราชการ ว่างๆอย่าลืมแวะไปเยี่ยมชมนะคะ

สวัสดีค่ะ  ช่วงนี้เข้าสู่ห้วงเวลาของการแสดงความยินดี Congratulations! กับบรรดาบัณฑิตใหม่กันแล้วนะคะ  สำหรับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำหนดงานพิธีพระราชทานปริญญาบัตรระหว่างวันที่ 9-12 กรกฎาคม 2554 นี้ค่ะ  ขอเชิญมาร่วมแสดงความยินดีกับบัณฑิตใหม่กันนะคะ

 

 

 

 

 

 

เมื่อพูดถึงพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทุกคนคงจะคุ้นกับชื่ออาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานนี้เป็นประจำทุกปี  แต่เดิมก่อนที่จะมีอาคารจักรพันธ์เพ็ญศิรินี้  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เคยจัดพิธีพระราชทานปริญญาบัตรในหลายสถานที่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น อาคารหอประวัติ มก. หอสมุดกลาง  หอประชุม หรือแม้แต่อาคารใหม่ สวนอัมพร ก็เคยใช้เป็นสถานที่จัดพิธีนี้ด้วยนะคะ  อยากรู้กันแล้วใช่ไหมค่ะว่า เอ๊ะ มันเป็นมายังไงกันแน่  อย่าเพิ่ง งง ค่ะ   จะเฉลยเรื่องราวไขข้อข้องใจกันนะบัด now

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้จัดให้มีพิธีพระราชทานปริญญาบัตรขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 25  พฤษภาคม  พ.ศ.2493 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตรแก่เกษตรบัณฑิต ณ ตึกสัตวบาล (ตึกขาว ตึกเคมีหรือตึกเสือ) ชั้นบนห้องทางด้านทิศตะวันออก  ปัจจุบันคือ อาคารหอประวัติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

  

 

 

 

ทั้งนี้ก่อนหน้าที่จะมีพิธีพระราชทานปริญญาบัตรนั้น  ทางมหาวิทยาลัยได้ใช้อาคารหอประวัติประกอบพิธีประสาทปริญญาบัตรแก่เกษตรบัณฑิตรุ่นแรก ในปีพ.ศ. 2489 โดยมี ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการในเวลานั้นเป็นผู้ประสาทปริญญาบัตร ณ ชั้นล่าง ห้องทางด้านทิศตะวันออก

หอสมุดกลาง

ด้านหน้าหอประชุม มก.

หอประชุม มก.

ต่อมาในพ.ศ. 2496 มหาวิทยาลัยได้ย้ายสถานที่ประกอบพิธีพระราชทานปริญญาบัตรมาที่ห้องชั้นบนของตึกหอสมุดกลาง (ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสถาบันเกษตราธิการ) จนกระทั่งปี พ.ศ. 2500 เมื่อหอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สร้างเสร็จจึงย้ายมาประกอบพิธีพระราชทานปริญญาบัตรที่นี่  แต่ระหว่าง พ.ศ. 2520 – 2528 หอประชุมของมหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างการซ่อมแซมและไม่เพียงพอต่อจำนวนบัณฑิตที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรที่มีจำนวนมากขึ้นทุกปี  จึงย้ายสถานที่จัดไปที่อาคารใหม่ สวนอัมพร

อาคารใหม่ สวนอัมพร

พิธีพระราชทานปริญญาบัตรประจำปี พ.ศ. 2529 ได้ย้ายกลับมาจัดที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตามเดิม  แต่เปลี่ยนจากหอประชุมมหาวิทยาลัยมาเป็นอาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ ที่มีขนาดกว้างขวางกว่า  ดังนั้น   อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริจึงใช้เป็นสถานที่จัดพิธีพระราชทานปริญญาบัตรนับตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบันค่ะ

อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ

ก่อนเข้าภายในอาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ

Posted by: kuarchives | มิถุนายน 10, 2011

นิสิตใหม่วัยรุ่น

เดือน มิถุนายน เปิดภาคเรียนใหม่ ของนิสิตทุกคน ก็มีบทความ มาฝากให้อ่านพอมีสาระที่ให้ผู้ปกครองและวัยรุ่นได้เรียนรู้ ในการปรับตัวเข้าสู่มหาวิทยาลัย

นิสิตใหม่วัยรุ่น
ช่วงนี้ผลเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยประกาศออกมาแล้ว ผู้ปกครองที่ลูกหลานสามารถสอบเข้าได้ก็คงปลาบปลื้มดีอกดีใจไปตามๆกันนะคะ วัยรุ่นเองก็คงตื่นเต้นกับการเตรียมตัวเป็นน้องใหม่ในมหาวิทยาลัย ซึ่งส่วนใหญ่ก็ปรับตัวได้ดี คลุกคลีและเข้ากับเพื่อนๆในสังคมเดียวกันได้ ไม่ทุกข์ร้อนอะไรมากมายนัก แต่จะมีน้องใหม่วัยรุ่นจำนวนไม่น้อย ที่อึดอัดใจกับสภาพสังคมชีวิตในมหาวิทยาลัยมาก หลายคนถึงกับหมดความกระตือรือร้น วิกตกังวลกับการเรียน การสอบหรือมีปัญหากับเพื่อนๆมากจนตั้งตัวไม่ติด สอบพลาดถึงกับถูกรีไทร์ต้องออกจากมหาวิทยาลัยไปเลย

คุณพ่อคุณแม่จึงไม่ควรชะล่าใจนัก ควรต้องคอยสังเกตดูว่า ลูกวัยรุ่นของเราจะปรับตัวในสภาพนิสิตนักศึกษาได้หรือไม่ แม้เขาจะเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วทางร่างกาย แต่เขายังขาดประสบการณ์ การปรับตัวกับสภาพการเรียนในมหาวิทยาลัย ที่ให้อิสระมากมายกว่าสมัยเรียนมัธยม อาจทำให้เขาหลงระเริงเสียจนเสียการเรียน กว่าจะรู้ผลว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับลูกของเรา ก็ถูกให้ออกจากมหาวิทยาลัยเสียแล้ว เป็นการสายเกินไปก่อนที่จะได้ช่วยเหลือแก้ไขอะไร
คุณพ่อคุณแม่ก็ลองอ่านดูว่าวัยรุ่นที่ปรับตัวไม่ได้ในมหาวิทยาลัย จะมีอาการอย่างไรบ้าง มีตั้งแต่
พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง เช่น แยกตัว ซึม พูดคุยน้อยลง เหม่อๆ ถามคำตอบคำ
ขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง ฟังแต่เพลง ไม่อยากพบพูดคุยกับใคร ขาดเรียนบ่อยๆ อาจอ้างว่ามหาวิทยาลัยหยุดเรียนหรืออาจารย์ไม่สอน เอาแต่นั่งเล่นนอนเล่นอยู่ที่บ้าน หรือติดวีดีโอเกมส์ เล่นตลอดเวลาเลยตื่นสาย ไม่ยอมไปเรียน ทำแต่กิจกรรมของมหาวิทยาลัย ไม่สนใจการเรียน หรือตรงกันข้าม บ้าเรียนขนาดหนัก ดูหนังสือตลอดเวลา ไม่ยอมหยุดพักผ่อน เพราะกลัวดูหนังสือไม่ทันแต่ดูเท่าไหร่ก็ไม่จำ
อารมณ์เปลี่ยนแปลง เช่น รู้สึกเบื่อ ท้อแท้ ไม่อยากจับหนังสือเลย ไม่มีสมาธิ อ่านเท่าไหร่ก็ไม่จำ
หงุดหงิด ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด ถ้าคุณพ่อคุณแม่พยายามชวนคุยถามเรื่องเรียนก็ตะคอกใส่ คุณพ่อคุณแม่เลยต้องอยู่ในโอวาท ทำตัวเงียบๆเสียเอง วัยรุ่นหญิงรายหนึ่งถึงกับตบหน้าเพื่อนชายนักเรียนร่วมห้องเมื่อถูกพูดแซวล้อเลียนเรื่องเล็กๆน้อยๆ เลยถูกชกกลับจนริมฝีปากแตก ขี้ใจน้อย ร้องไห้ง่าย ทำการบ้านไม่ได้ก็ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ต้องร้องกรี๊ดๆลั่นบ้าน บ่นน้อยใจเพื่อน รู้สึกผิดหวังกับเพื่อนใหม่ เข้ากับเพื่อนใหม่ไม่ได้ รู้สึกว่าเขาเห็นแก่ตัว ไม่จริงใจ สู้เพื่อนเก่าสมัยมัธยมไม่ได้ ผิดหวังที่เพื่อนเก่าที่เคยสนิทตั้งแต่อยู่มัธยม กลับทำท่าแยกไปมีเพื่อนใหม่ รู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยว
ความคิดผิดปกติ เช่น หลงผิดคิดว่าเป็นผู้วิเศษ เป็นศาสดาหรือผู้มีอำนาจพิเศษ อาจรุนแรงถึงขั้นหลงผิดหวาดระแวง คิดแปลกๆ เพี้ยนไม่มีมูลความจริง ฯลฯ
ไม่เพียงแต่นิสิตใหม่ที่ต้องปรับตัวเมื่อเข้ามหาวิทยาลัยเท่านั้นนะคะ นักเรียนเก่าที่ยังตกค้างอยู่ในโรงเรียนเดิม อาจจะไม่ได้ไปสอบเอ็นทรานซ์หรือสอบไม่ติด นักเรียนกลุ่มนี้ก็ต้องเผชิญกับการปรับตัวด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะนักเรียนที่สอบพลาด เอ็นไม่ติดบางคนรู้สึกผิดหวังเสียใจมาก ขาดความมั่นใจในตนเองไปเลย คิดเป็นปมด้อยไปอีกนาน หรือนักเรียนที่ยังต้องเรียนมัธยมปลายเช่นเดิม จำนวนนักเรียนในชั้นก็จะลดน้อยลงไปมากจนทำให้บางคนอดใจหาย ว้าเหว่ คิดถึงเพื่อนสนิทที่เขาล้ำหน้าเข้ามหาวิทยาลัยไปแล้ว ปัญหาอาจเกิดขึ้นถ้าเขาปรับตัวเข้ากับกลุ่มเพื่อนที่ยังตกค้างอยู่ด้วยกันไม่ได้ เพราะไม่สนิทกันมาก่อน ทำเอาวัยรุ่นบางคนอึดอัด ขาดสมาธิและไม่สบายใจเอามากๆ
คุณพ่อคุณแม่คงอยากรู้นะคะว่าจะช่วยลูกหลานวัยรุ่นในการปรับตัวกับชีวิตน้องใหม่ในมหาวิทยาลัยได้อย่างไรนะคะ ก็คงไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัวอาจรวบรวมเป็นข้อหลักๆดังนี้ค่ะ
คุณพ่อคุณแม่ควรให้การสนใจ
ชวนคุย ถามไถ่ถึงบรรยากาศและสภาพการเรียน สังคมในมหาวิทยาลัย คุยกันวันละนิดหน่อย บ่อยๆเป็นกิจวัตร พร้อมๆกับสอดแทรกคำแนะนำไปบ้างบางครั้งบางคราวเมื่อมีโอกาส ไม่ควรบ่อยเกินไปจนวัยรุ่นเขาเบื่อว่า “สอนอยู่ได้ตลอดเวลา” นะคะ
คอยสังเกตท่าที ทัศนคติ หรือความรู้สึกของเขาว่าสภาพสังคมในสถาบัน ถ้าเขาจะเอ่ยปากถึงความไม่พอใจในสถาบันก็อย่ารีบไปตำหนิเขา (อันนี้สำคัญมาก เพราะถ้าตำหนิเขาสักครั้ง เขาก็จะไม่กล้าบอกเล่าระบายอะไรอีก และจะหมดศรัทธาในตัวคุณเอาง่ายๆ) แต่พยายามรับฟังให้เขาพูดระบายความคับข้องใจ และคอยพูดให้ความเห็นใจและให้กำลังใจ
สนใจถามไถ่ถึงผลการเรียนของเขาบ้างนะคะ
ควรขอดูใบเกรดปีละ 2 ครั้ง กลางปีและปลายปีการศึกษา แสดงความชื่นชมภูมิใจในตัวเขา ถ้าผลการเรียนออกมาดี และเอ่ยปากเป็นห่วงเขาถ้าเห็นเขาพลาดบางวิชา ค่อยๆถามถึงสาเหตุที่เขาเรียนพลาดให้กำลังใจแก้ตัวโดยไม่ซ้ำเติม ถ้าหากผลการเรียนตกลงเรื่อยๆขาดเรียนบ่อยๆ นิสัยเปลี่ยนแปลงไปควรพาเขาไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาของมหาวิทยาลัย หรือพบผู้เชี่ยวชาญเพราะเขาอาจมีปัญหาทางจิตใจที่ควรรีบแก้ไข
น่าเห็นใจคุณพ่อคุณแม่อยู่เหมือนกันนะคะ ว่าจะเอาใจใส่ดูแลแค่ไหน ให้ความรักเท่าไร จึงจะพอดีเป็นที่ถูกอกถูกใจวัยรุ่น ถ้ารักมาก เอาใจใส่มาก วัยรุ่นก็ว่าเซ้าซี้ จู้จี้ ถ้ารักน้อยหน่อย ดูแลห่างๆก็ถูกค่อนขอดว่าไม่รัก ไม่ใส่ใจ เป็นคุณพ่อคุณแม่ก็ทำเอาลำบากใจไม่ใช่เล่นนะคะ ถ้าไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรดี ก็ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก็แล้วกันจะได้มั่นใจและสบายใจนะคะ
ข้อสำคัญที่อยากจะเน้น คือ อย่าใช้กำลังกับลูกวัยรุ่นเลยนะคะ เพราะไม่ช่วยแก้ปัญหา
แต่จะสร้างความเกลียดชัง ความเจ็บช้ำน้ำใจที่ลูกวัยรุ่น จะไม่ค่อยยอมให้อภัยเลยนะคะ เคยเห็นวัยรุ่นโดยเฉพาะวัยรุ่นผู้หญิงหลายรายที่ควบคุมอารมณ์หงุดหงิดเกรี้ยวกราดไม่ได้เลยถูกคุณพ่อตบตีเอา แกเลยเกลียดคุณพ่อฝังใจไม่ยอมเข้าใกล้อีกเลย บางรายถึงกับเรียกคุณพ่อว่า “ปีศาจ” แถมกำชับว่า “ปีศาจ” อย่าให้เห็นหน้าเดี๋ยวอารมณ์เสีย ดูหนังสือไม่รู้เรื่อง” ทำเอาคุณพ่อน้อยใจและเสียใจมาก แต่ก็ต้องอดทนเตือนใจตนเองไม่ให้ถือสาเพราะว่าลูกป่วย คงต้องใช้น้ำเย็นเข้าลูบ
ดังนั้นถ้าสังเกตเห็นพฤติกรรม ความคิดและอารมณ์ของลูกวัยรุ่นผิดแปลกเปลี่ยนไปจากเดิม ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา ก่อนที่จะสายเกินการณ์เนื่องจากถูกรีไทร์จากมหาวิทยาลัยนะคะ
ที่มา : บทความของ รศ.พญ.ดวงใจ กสานติกุล

แนบท้ายด้วยคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุ

“เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา จงเลือกเอาสิ่งที่ดีเขามีอยู่
เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู สิ่งทีชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย
จะหาคนมีดีโดยส่วนเดียว อย่ามัวเที่ยวค้นหาสหายเอ๋ย
เหมือนตามหาหนวดเต่าตายเปล่าเลย ฝึกให้เคยมองแต่ดีมีคุณจริง”

Older Posts »

หมวดหมู่