Posted by: kuarchives | กุมภาพันธ์ 8, 2010

HAPPY VALENTINE’S DAY

กุมภาพันธ์เป็นเดือนที่อบอวลไปด้วยความสุขการแสดงถึงความรัก ความห่วงใยถึงคนที่ เราปรารถนาดีและอยากให้เขามีความสุข และเป็นที่รับรู้กันทั่วโลกว่าวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันแห่งความรักหรือ Valentine’s Day และวันนี้ยังมีคิวปิด หรือกามเทพ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของ วันวาเลนไทน์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด คิวปิดเป็นบุตรของวีนัสและมาร์ส แต่ ชาวกรีกเรียกคิวปิดว่า อีรอส ภาพของ คิวปิดที่มนุษย์โลกปัจจุบันได้รู้จักก็คือภาพเด็กน้อยที่ถือคันธนูและลูกศร มีหน้าที่ยิงศรรักให้ปักใจคน ปัจจุบัน คิวปิดและธนูของเขากลายมาเป็น เครื่องหมายแห่งความรักที่เป็นที่รู้จัก มากที่สุด และความรักของเขามีกล่าวถึงบ่อยในภาพของ การยิงศรรัก ระหว่าง หัวใจสองดวงให้รักกัน เรียกกันว่า ศรรักคิวปิด เราจึงมาเล่าสู่กันฟังเกี่ยว กับประวัติความเป็นมาและความสำคัญ ของวันนี้กันค่ะ
เทศกาลวาเลนไทน์ เริ่มมีขึ้น ตั้งแต่ยุคที่จักรวรรดิโรมันเรืองอำนาจ ในยุคนั้น วันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี ถูกจัดให้เป็นวันหยุดเพื่อเป็นเกียรติแต่เทพเจ้าจูโนผู้เป็น จักรพรรดินีแห่งเทพเจ้าโรมัน นอกจาก นี้แล้วพระองค์ยังทรงเป็นเทพเจ้าแห่ง อิสตรีเพศและการแต่งงานและในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เป็นวันเริ่มต้นเทศกาล เฉลิมฉลองแห่งลูเพอร์คาร์เลีย การ ดำเนินชีวิตของหนุ่มสาวจะ ถูกตัดขาดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง ในรัชสมัยของ จักรพรรดิคลอดิอัส ที่ 2 (Emperor Claudius II) แห่ง กรุงโรม พระองค์ ทรงเป็นกษัตริย์ที่มี ใจคอดุร้ายและทรงนิยม การ ทำสงครามนองเลือด ได้ทรงตระหนักว่าเหตุที่ ชายหนุ่มส่วนมากไม่ประสงค์จะเข้าร่วม ในกองทัพเนื่องจากไม่อยากจากคู่รัก และครอบครัวไป จึงทรงมีพระราชโอง การสั่งห้ามมิให้มีการจัดพิธีหมั้นและ แต่งงานกันในโรมโดยเด็ดขาด ทำให้ ประชาชนทุกข์ใจเป็นอย่างยิ่ง และขณะนั้น มีนักบุญรูปหนึ่งนามว่า เซนต์วาเลนไทน์ หรือวาเลนตินัส ซึ่งอาศัยอยู่ในโรมได้ ร่วมมือกับเซนต์มาริอัสจัดพิธีแต่งงานให้กับ ชาวคริสต์หลายคู่ และด้วยความปรารถนา ดีนี้เองจึงทำให้วาเลนไทน์ถูกจับและระ หว่างนี้ก็ยังคงส่งคำอวยพรวาเลนไทน์ ของเขาเองขณะที่เขาเป็นนักโทษ เป็น ความเชื่อว่าวาเลนไทน์ได้ตกหลุมรักหญิง สาวที่เป็นลูกสาวของผู้คุมที่ชื่อจูเลีย ซึ่งได้มาเยี่ยมเขาระหว่างที่ถูกคุมขัง ในคืนก่อนที่วาเลนไทน์จะสิ้นชีวิตโดยการถูกตัดศีรษะ เขาได้ส่งจดหมายฉบับ สุดท้ายถึงจูเลีย โดยลงท้ายว่า “From Your ntine”
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หลังจากนั้นศพของเขาได้ถูก เก็บไว้ที่โบสถ์ พราซีเดส (Praxedes) ณ กรุงโรม จูเลียได้ปลูกต้นอามันต์ หรืออัลมอลต์สีชมพู ไว้ใกล้หลุม ศพของวาเลนตินัส แด่ผู้เป็น ที่รักของเธอ โดยในทุกวันนี้ ต้นอามันต์สีชมพูได้เป็นตัวแทน แห่งรักนิรันดรและมิตรภาพ อันสวยงาม และคำนี้ก็เป็นคำที่ใช้มา จนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าเบื้อง หลังความเป็นจริงของวาเลนไทน์จะ เป็นตำนานที่มืดมัว แต่เรื่องราวยังคง แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกสงสาร ความ กล้าหาญและที่สำคัญที่สุดเป็นเครื่องหมาย ของความโรแมนติค จึงไม่น่าประหลาดใจ เลยว่าในช่วงยุคกลางวาเลนไทน์เป็นนักบุญ ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในอังกฤษและฝรั่งเศส ต่อมาพระในนิกายโรมันคาทอลิกจึงเลือกให้ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันเฉลิมฉลอง เทศกาลแห่งความรักและดูเหมือนว่ายัง คงเป็นธรรมเนียมที่ชายหนุ่มจะเลือก หญิงสาวที่ตนเองพึงใจในวันวาเลนไทน์ สืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้
วาเลนไทน์ ในแต่ละประเทศจะมีประเพณีหรือการ ปฏิบัติที่แตกต่างกันบ้าง แต่โดยรวมแล้ว จะมีการเฉลิมฉลองและเป็นการแสดงถึง ความรักที่มีระหว่างกัน ต่อมาเมื่อความ เจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีทางด้าน การพิมพ์เข้ามาเกี่ยวข้องมีการพิมพ์บัตร อวยพรโดยเข้ามาแทนที่จดหมายที่ เขียนด้วยลายมือ และปัจจุบันก็มีการส่ง บัตรอวยพรทางออนไลน์เพื่อแสดงถึงความ ก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ช่วย ให้คนที่ต้องการแสดงความรักความห่วงใย ถึงคนที่รักได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ประวัติ วันวาเลนไทน์นี้ เป็นเรื่องที่เล่าต่อๆกันมา จนถึงปัจจุบัน เท่าที่ค้นหามาได้นี้เป็นเพียง หนึ่งในหลายๆเรื่องเท่านั้น แต่ไม่ว่าประวัติ ที่แท้จริง จะเป็นอย่างไรก็ตาม ใน ปัจจุบัน นี้เราได้ถือว่าวันวาเลนไทน์เป็น วันสำคัญวันหนึ่งในประวัติศาสตร์เลยที เดียว คุณสามารถส่งดอกไม้ ขนมและ การ์ด เพื่อบอกความนัยให้แก่คนพิเศษ ของคุณ วันนี้จะเป็นวันที่เราส่งความรู้สึก ดีๆให้แก่กัน…

ดอกไม้เป็นสื่อในการแสดงความรักต่อกันมานานแล้ว เราอาจจะคิดว่าดอกไม้เป็นสิ่งที่สามารถใช้สื่อความหมายเฉพาะความรักของหนุ่มสาวเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว ดอกไม้แต่ละชนิดสามารถสื่อความรักได้หลายรูปแบบ ทั้งยังไม่จำกัดอายุและเพศอีกด้วย

กุหลาบแดง (red rose) : ส่วนใหญ่จะใช้ในความหมายแทนประโยคที่ว่า “ฉันรักเธอ” การให้ดอกกุหลาบแดงกับคนที่รักความหมายถึงความรักอันลึกซึ้ง จริงจัง กุหลาบแดงจึงมักจะเป็นดอกไม้ที่ชายหนุ่มให้หญิงสาวที่ตนเองตั้งใจจะใช้ชีวิตร่วมกัน

กุหลาบขาว (white rose) : สีขาวเป็นสีแห่งความบริสุทธ์ กุหลาบขาวจึงแทนความหมายแห่งความรักอันบริสุทธิ์ใจไม่ต้องการสิ่งตอบแทน ดังนั้นมันจึงสามารถใช้แทนความรักของคนต่างวัยความรักต่อพ่อแม่ เพื่อน หรือคนที่เรารู้สึกดีด้วยอย่างบริสุทธิ์ใจได้

กุหลาบชมพู (pink rose) : มักถูกใช้แทนความรักแบบโรแมนติก และความเสน่หาต่อกัน การให้ดอกกุหลาบสีชมพูสามารถแสดงถึงความรักที่กำลังเริ่มงอกงามในใจ และสามารถพัฒนาต่อไปเป็นความรักที่ลึกซึ้งได้

กุหลาบเหลือง (yellow rose) : สีเหลืองเป็นสีแห่งความสดใสกุหลาบสีเหลือง ถูกใช้สำหรับแทนความรักแบบเพื่อน และความสนุกสนานรื่นเริงจึงมักจะนำมันมาประดับตะกร้าสำหรับเยี่ยมผู้ป่วยเพื่อทำให้คนป่วยรู้สึกสดชื่นรื่นเริงขึ้นนั่นเอง

ดอกทิวลิบสีแดง (red tulib) ชาวตะวันตกใช้มันแทนการประกาศความรักอย่างเปิดเผย คล้าย ๆ กับดอกกุหลาบแดง

ส่วนดอกคาร์เนชั่นสีชมพ ู(pink carnation) ใช้สื่อความหมายว่า “ถึงอย่างไรผมก็ยังรักคุณ” หรือ “คุณยังอยู่ในหัวใจฉันเสมอ”

ดอกลิลลี่สีขาว (white lilly) แสดงความรักแบบบริสุทธ์ เช่นเดียวกันกับดอกกุหลาบขาว นอกจากนั้นลิลลี่สีขาวยังแสดงถึงความรักแบบอ่อนหวานจริงใจ และเทอดทูนและมักถูกใช้แทนประโยคที่ว่า “ฉันรู้สึกดี ๆ ที่ได้ได้รู้จัก และอยู่ใกล้คุณ ”

สำหรับดอก forget-me-not มีความหมายตรงตัวคือได้โปรดอย่าลืมฉัน และอย่าลืมความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีให้กัน

มาถึงดอกไม้ที่เห็นได้ทั่วไปในบ้านเราบ้าง ดอกทานตะวัน (sunflower) มีความหมายถึงความรักแบบคลั่งไคล้ ความรักแบบบูชา แต่สำหรับชาวตะวันตกดอกทานตะวันจะหมายถึงความเข้มแข็งอดทน จึงสามารถใช้แทนความรักที่ต้องฝ่าฟันกว่าจะได้ความรักมา

Advertisements
Posted by: kuarchives | มกราคม 29, 2010

The Star of KU – part 1

วันนี้เราจะพามาดูเรื่องบันเทิงๆ กันบ้าง  ในหัวข้อ The Star of KU ซึ่งก็หมายถึงนิสิตปัจจุบันและนิสิตเก่าของ ม.เกษตร ที่ประกวด The Star เอ้ย ไม่ใช่  ที่ได้โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงต่างหาก และอาจรวมถึงพิธีกรรายการโทรทัศน์บ้างในบางครั้ง (หากผู้เขียนนึกขึ้นได้)  แต่เนื่องจากชาวเกษตรเราก็หน้าตาดี มีความสามารถกันเยอะแยะมากมาย  จะลงหมดก็คงไม่พอ ขอทยอยลงเป็นตอนๆ ไปละกันนะคะ  มาดูกันเลยดีกว่าว่าตอนแรกจะมีใครบ้าง

คณะเกษตร

นารากร ติยายน (ศิษย์เก่า) ผู้ประกาศข่าว / ผู้ดำเนินรายการ  ชื่อเล่น ต๊ะ โด่งดังจากสถานีโทรทัศน์ไอทีวี (ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นทีวีไทย) ได้รับรางวัลมากมาย อีกทั้งเคยเป็นพิธีกรรายการ “เจาะใจ” ททบ.5 ช่วงปี 2543 – 2548 โดยปัจจุบันคุณนารากรเป็นผู้ประกาศข่าว และพิธีกรรายการประเด็นเด็ด 7 สี ทางช่อง 7

กิตติ สิงหาปัด (ศิษย์เก่า) ผู้ประกาศข่าว / ผู้ดำเนินรายการ โด่งดังจากการเป็นหนึ่งในทีมข่าวชุดแรกของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี โดยเป็นผู้ประกาศข่าวมือหนึ่ง ในข่าวภาคค่ำไอทีวี ก่อนจะออกมาอยู่กับช่อง modern nine เป็นผู้ประกาศข่าว และพิธีกรรายการ “วันนี้ที่รอคอย” ปัจจุบัน คุณ กิตติ ก่อตั้ง บริษัท ฮอตนิวส์ จำกัด เพื่อผลิตรายการ ข่าว 3 มิติ ทางไทยทีวีสีช่อง 3 พร้อมกับเป็นพิธีกรในรายการนี้ด้วย

คณะบริหารธุรกิจ

ณัฎฐ์ ทิวไผ่งาม (นัททิว AF5) (นิสิต) นักร้อง หนุ่มคนนี้คงโดนใจใครหลายคน เนื่องจากเป็นผู้ชนะการประกวดทรู อะคาเดมี แฟนเทเชีย ฤดูกาลที่ 5 ซึ่งวัดกันจากคะแนนโหวต  เมื่อ 21 สิงหาคม 2551 หลังประกวดมีผลงานในวงการบันเทิงมากมาย ทั้งอัลบั้มเพลงและคอนเสิร์ตกับเพื่อนๆ ใน AF (มีเพลงดัง เช่น รู้ไหม) นายแบบนิตยสาร รวมถึงเป็นนักแสดงรับเชิญในละครเพื่อนซี้ล่องหน และ จำเลยกามเทพ ทางช่อง 3  ก่อนจะเซ็นต์สัญญาเป็นนักแสดงในสังกัดช่อง 7 สี ขณะนี้ละครกำลังถ่ายทำอยู่ ใครเป็นแฟนน้องนัททิว ก็รอติดตามดูนะคะ

(ฝน) นภัส จิวะกิดาการ (ศิษย์เก่า) KU61 นักร้องสังกัดค่ายแกรมมี่ ออกอัลบั้ม Teen Voice Girl  ในปี 2542 คู่กับTeen Voice Boy ร้องโดย บอย ไพศาล ประสานพงษ์ ซึ่งเป็นอัลบั้มที่มีแนวคิดแปลกใหม่  นำผลสำรวจความคิดเกี่ยวกับความรัก ในหัวข้อต่างๆ ของวัยรุ่นชาย – หญิง มาแต่งเป็นเพลงโดยให้บอย และ ฝนเป็นตัวแทน ในสมัยนั้นถือว่าแหวกแนวมากๆ อัลบั้มแรกฝนมีเพลงฮิตคือ เจ็บ (ไม่ร้อง) หลังจากนั้นก็ออกอัลบั้มเดี่ยวตามมาอีกหลายอัลบั้ม มีเพลงฮิตเช่น รักเหงาๆ ต้องการแค่รักเธอ winter rain ก่อนจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศออสเตรเลีย  ในด้านการเรียนฝนจบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ ในปี 2548 โดยได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง (เหรียญทอง) เกรดเฉลี่ย 3.82  ทั้งที่มีกิจกรรมระหว่างเรียนมากมายทั้งงานในวงการบันเทิง และงานของมหาวิทยาลัย น้องๆ คนไหนจะเอาพี่ฝนเป็นแบบอย่างก็ได้นะคะ

(จอย)  รินลณี ศรีเพ็ญ (ศิษย์เก่า) นักแสดงในสังกัดช่อง 3 จอยมีชื่อเสียงครั้งแรกจากการรับบทเป็นนางเอก เรื่อง บ้านทรายทอง ซึ่งเป็นละครที่ดังมากในสมัยก่อน  เมื่อช่อง 3 นำกลับมาทำใหม่ก็ได้นำนางเอกใหม่อย่างจอยมาเล่นคู่กับ หนุ่ม ศรราม  เทพพิทักษ์ จึงเป็นกระแสให้คนจับตามองมาก ก่อนที่ภายหลังจะผันตัวมารับบทตัวอิจฉาจนประสบความสำเร็จ มีผลงานละครอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2541 จนถึงปัจจุบัน เช่น เรื่อง สร้อยแสงจันทร์ จำเลยรัก  มงกุฎแสงจันทร์  เชลยศักดิ์ เป็นต้น  นอกจากนี้ จอยยังมีงานพิธีกรรายการเปรี้ยวปาก  รายการสตาร์สเตจ  และยังมีงานถ่ายแบบ เดินแบบอีกด้วย

สำหรับ part 1 ขอนำเสนอเพียงเท่านี้ก่อนละกัน ยังไงก็ช่วยกันเสนอแนะ The star of KU เพิ่มเติมได้นะคะ จะมีใครอีกบ้างอดใจรอติดตามชมตอนต่อไปในภายภาคหน้า จนกว่าฟ้าจะมีเวลา (เขียน) เราคงมาพบกันใหม่ จ้า

หลังจากที่ไปฮ่องกง+มาเก๊าแล้วอาทิตย์ต่อมา ต้นเดือนธันวา ก็เดินทางไปญี่ปุ่นต่อ คราวนี้มีแค่ 2 คนคือ หัวหน้าทัวร์ และลูกทัวร์(สามี)  ไปแบคแพคลุยญี่ปุ่น จากโอซาก้า ขึ้นไปโตเกียว แล้วก็เรี่ยร่ายรายทาง จากนั้นกลับมาขึ้นเครื่องที่โอซาก้าเช่นเดิม อากาศขณะนั้นก็ถือว่าหนาวสำหรับคนเมืองร้อนอย่างเรา อยู่ที่ประมาณ 5-10 องศาเซลเซียส ในแต่ละวันแต่ละสถานที่ ถ้าดึกๆก็หนาวมากหน่อย

ทริปนี้ แค่เสื้อหนาวก็ทำให้กระเป๋าระเบิดแล้ว แต่หัวหน้าทัวร์ตัดสินใจเอาไปแค่ 1 ตัว แต่เป็นเสื้อหนาวยัดขนเป็ด ยังมีสาปเป็ดนิดๆพอหอมปากหอมคอ แต่ว่าอุ่นได้ใจทีเดียว คณะทัวร์วันแรก เมื่อถึงสนามบินKIX หรือ สนามบินคันไซ ก็ไปแลก JR Pass ที่รู้จักกันในนาม บัตรเบ่ง เอาไว้ใช้ขึ้น รถไฟในเครือของJR และชินคังเซน(รถไฟหัวกระสุน)แต่ขึ้นคันที่เร็วที่สุดอย่างโนโซมิไม่ได้น้าจ้า ถูกปรับอานเลยแหละ อิอิ

พอแลกJr Pass เรียบร้อยแล้วก็นั่ง แอร์พอร์ตเอกเพรสไปลงที่สถานีโอซาก้า การตามหาโรงแรมแรกก็เริ่มต้นขึ้นทันที เราพักกันที่ Hearton Hotel ย่านMinami semba ขอบอกว่าหายากมากกกกก เนื่องจากสามีดูแผนที่ผิดโรงแรม กว่าจะเจอก็ต้องแบกกระเป๋าใบใหญ่ลากๆไปๆมาๆ ข้ามถนนอยู่หลายชั่วโมง จนกระทั่งประมาณ 3 โมงกว่าๆ เราก็ทำสำเร็จ เมื่อทิ้งกระเป๋าแล้วเอาเสื้อผ้าเฉพาะที่จำเป็นมาแบกใส่เป้ไว้แล้ว จึงเริ่มเดินทางไปสู่จุดหมายแรกคือ โตเกียว โดยจับชินคังเซนได้เช่นเดิม ถึงโตเกียวประมาณ 6 โมง ซึ่งมือแล้ว หน้าหนาวที่ญี่ปุ่นมืดไวมาก ยังไม่ัทันได้ทำอะไรเลย – -* สรุปว่าวันแรกเป็นการหาโรงแรมนั่นเอง

วันที่ 2 เดินทางไปสักการะหลวงพ่อโตที่คามาคุระ อากาศครึ้มๆ หนาวกำลังดี การเดินทางก็ไม่ยาก นั่งรถไฟไปและต่อด้วยรถเมล์ ซึ่งคนขับใจดีมาก กระเหรี่ยงนอกฤดูกาลจะเปิ่นลงผิดสถานีหลายครั้งแล้วก็ถูกห้ามไว้ตลอด (ไม่เหมือนที่ฮ่องกงเลย ลงผิดก็ม่ายบอก –*) ช่วงนั้นเลยฤดูใบไม้เปลี่ยนสีมาแล้ว แต่ต้นแปะก๊วยที่เรียงรายอยู่ตามถนน กำลังเป็นสีเหลือง รอร่วงไป สวยไปอีกแบบนะ (ในไทยไม่มี)

จากนั้น เราขอนำท่านไปชมพิพิธภัณฑ์ที่อร่อยที่สุด!  คือ พิพิธภัณฑ์ราเมง!!ที่โยโกฮาม่า เสียค่าเข้าไปคนละกี่เยน จำไม่ได้ ด้านบนส่วนหนึ่งจัดเป็นส่วนพิพิธภัณฑ์+โซนขายของที่ระลึก ส่วนด้านล่างเป็นร้านขายราเมงที่ได้รับการคัดสรรมาแล้วว่า อร่อยมากกกกกกกก หัวหน้าทัวร์และลูกทัวร์นึกไม่ออกเลยว่าจะเข้าแถวรอกินร้านไหนดี น่ากินทั้งนั้นเลย

วันถัดมา จองโรงแรมไว้ที่ Hakone เพื่อชมทิวทัศน์ภูเขาไฟฟูจิหน้าหนาว+กินไข่ดำเสริมอายุึตามความเชื่อ(ชาวญี่ปุ่น) เราก็เดินทางออกจากโตเกียวโดยไว ไปซื้อ Hakone pass เป็นตั๋วรวมมิตร ใช้นั่งได้ทุกอย่างในแถบฮาโกเน่นั้น ซึ่งคุ้มค่ามาก เพราะฮาโกเน่ เราต้องนั่งรถไฟไปสุดที่สถานี ฮาโกเน่แล้วก็ต้องขึ้นรถราง วิ่งซิกแซก แล้วต่อรถรางและวิ่งตรงๆขึ้นเขา ไปขึ้นกระเช้า Odakyu ลงเรืออีกต่างหาก ขากลับใช้รถประจำทางอีก(คุ้มไหมล่ะ) ไม่้เสียเวลาแยกซื้อตั๋วเลย ส่วนเกสต์เฮาส์ที่ฮาโกเน่าหาไม่ยากเพราะแผนที่ดี ชื่อ ชาร์ลอต ฮาโกเน่ ลุงเจ้าของพูดภาษาอังกฤษดีมาก ชวนคุยตลอด ชวนไปแช่ออนเซนด้วย อิอิ ที่พักนี่เจอคู่สามี-ภรรยาชาวไทยแบบบังเอิญมากๆ เลยเมาท์กันหน่อย

รู้สึกว่าหนาวไม่ค่อยสะใจ สามีจึงอยากไปหาสถานที่ที่หนาวแบบหิมะๆ บังเอิญว่าก่อนหน้านั้นคืนนึง ได้ข่าวหิมะตกพอดี เลยจัดการ เปลี่ยนแผน ย้ายสายเดินทางไปแถบนีงาตะแทน เพื่อไปเล่นหิมะ ช่วงกลางๆธันวา ส่วนใหญ่สกีรีสอร์ทยังไม่ค่อยเปิดมากนัก แต่มีอยู่ที่หนึ่งคือ Gala เปิดแล้ว หัวหน้าทัวร์จึงตัดสินใจจากเดินที่จะไปทาคายามะ ไปนีงาตะแทน โดยอาศัยชินคังเซนเช่นเดิม บรรยากาศในลานสกี เงียบมาก สมแล้วกับที่เพิ่งเปิดฤดู หิมะก็ยังน้อยอยู่ แต่ก็พอจะเล่นได้บ้างล่ะนะ วิธีการขึ้นไปเล่นสกี ก็ต้องจ่ายค่ากอนโดล่า กระเช้าขึ้นไปก่อน ระหว่างทางกระเช้า วิวสวยมาก แม้ว่าหิมะจะยังปกคลุมยอดเขาไม่มิด

พอกลับลงมาจะไปทีพัก ก็แอบหายากมากกกกกกกกก เจ้าของเกสต์เฮาส์บอกให้เราโทรไป แต่ก็ไม่รับสาย กว่าจะหาที่พักเจอก็เดินกันเมื่อยทีเดียว ช่วงเปิดฤดูใหม่ๆ Yuzawa นั้นเหมือนกับเมืองร้างเลยทีเดียว ออกไปเดินเล่นเก็บบรรยากาศไม่เจอผู้คนเลย เงียบเหงามาก ร้านอาหาร ร้านขายของ ก็ไม่มีเลย อาจเป็นเพราะที่นี่ถ้าไม่ใช่ฤดูหนาวแล้ว เขาก็จะทำการเกษตรกันล่ะมั้งเพราะมีไร่และนารายล้อมที่พักเลย เรื่องอุณหภูิมิแล้ว ที่นี่หนาวสุด ประมาณ 1-2 ได้

หลังจากเดินทางออกจากนีงาตะในวันรุ่งขึ้น เราก็ได้ไปนอนเกียวโต โดยมีจุดมุ่งหมายจะไปชมพิพิธภัณฑ์ของมหาวิทยาลัยเกียวโตเพื่อเปิดประสบการณ์ในการทำงานและดูวิธีการจัดแสดง พิพิธภัณฑ์ของม.เกียวโตที่เราเข้าไปเยี่ยมชมนั้น เป็นแหล่งจัดแสดงผลงานของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย โดยส่วนใหญ่จะเป็นผลงานทางด้านโบราณคดีและการขุดค้น และก็มีการจัดแสดงเอกสารจดหมายเหตุเอาไว้พอสมควร แต่เสียดายที่ ห้ามถ่ายรูปเป็นบางจุดโดยเฉพาะจุดแสดงเอกสาร เนื่องจากเป็นเอกสารเก่ามาก แสงแฟลชอาจไปทำปฏิกิริยากับกระดาษได้ มีโซนขายของที่ระลึกของทางมหาวิทยาลัยด้วย จะเป็นพวก สายห้อยโทรศัพท์ พวงกุญแจ แฟ้ม สมุด กระดาษรายงาน แก้วน้ำ รวมทั้งสินค้าที่ได้จากการวิจัยเก๋ๆให้สะสม เช่น หิน แบบจำลองการขุดค้น

วันถัดมาได้ไปสถานที่ที่เขาว่าว่าโรแมนติคคืออาราชิยามะ มีสะพานยาว ข้ามแม่น้ำด้วย เห็นว่าบรรยากาศถ้าตอนใบไม้เปลี่ยนสีจะสวยมาก แต่ตอนไปเป็นดูใบไม้เปลี่ยนจนร่วงไปแล้ว เลยอาจจะไม่ค่อยโรแมนซ์สักเท่าไร แต่นักท่องเที่ยวเดินกันมากมายเลยค่ะ วิธีการไปก็นั่งJR ไปลงสถานีอาราชิยามะ แล้วเดินเอา สามารถสอบถามได้จากTourist information แถวนั้นเขาจะบอกทางให้เอง ปิดฉากสุดท้าย ขอโชว์ด้วยอาหารการกิน ทริปนี้ กินกันเยอะมาก น้ำหนักขึ้นไป 2 กิโล(จนโดนหมอดุ) กินทั้งวันทั้งคืน ไม่มีตอนไหนท้องว่างเลย

เปลี่ยนบรรยากาศในBlog หอจดหมายเหตุบ้าง เดี๋ยวจะหาว่าเจ้าหน้าที่เรามีแต่ทำงานๆๆๆๆๆ ของเราก็มีแบบพักผ่อนหย่อนใจน้า^^

นักจดหมายเหตุของเราคนหนึ่ง คือ แนน ถือโอกาสสิ้นปี2009 พาครอบครัวไปเที่ยว 2 ประเทศ คือ ฮ่องกง และ ญี่ปุ่น เลยนำเรื่องราวดี และภาพบรรยากาศมาฝากกันจ้า

เริ่มจาก ฮ่องกง ช่วงเดือนพฤศจิกายน อากาศกำลังสบายไม่หนาวไปร้อนไปใส่เสื้อคลุมบางๆตัวเดียวก็พอจะเอาอยู่ (ตอนกลางวันลมไม่แรงนะ อิอิ) ลูกทัวร์ 2 คนนำโดยหัวหน้าทัวร์จอมหลงทาง ได้เริ่มเดินทางจากท่าอากาศสุวรรณภูมิ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงไม่ทันได้หลับ โดยสายการบิน เคนย่า มาสนามบินสุดหรูหรา ทันสมัยอย่าง chek Lap Kok อดีตสนามบินสุดทันสัมยNo.1 ที่ตอนนี้ถูกสนามบินอินชอนแซงซะแล้ว แนนและลูกทัวร์(แม่และสามี) พักอยู่ที่ย่านถนนนาธาน ซึ่งเป็นแหล่งยอดฮิต ของขาย+ของกิน ตรูมมม

บินไปถึงก็เย็นๆแล้ว และซื้อบัตร Airport Express แบบ round trip 300 HK $ และก็สามารถใช้บัตรนี้นั่งรถไฟใต้ดินตลอด3วันที่เที่ยวฮ่องกง การเดินทางจากสนามบินเข้าตัวเมืองที่นี่ รู้สึกว่าง่ายและสะดวกสบายเจงๆ (เมื่อไหร่airport linkของเราจะเปิดสักทีน้า) เมื่อถึงที่พักแล้วก็ไปหาอะไรกินดีกว่า อันดับแรก ลูกทัวร์สามีอยากกินโจ๊กฮ่องกง และรอบที่แล้วที่เคยมาไปเจออยู่ร้านหนึ่ง อร่อยดี เลยตัดสินใจไปกินอีก ซึ่งร้านก็อยู่ใกล้ๆที่พักนั่นแหละ

ตามรูปจะเป็นของหัวหน้าทัวร์ โจ๊กไข่เยี่ยวม้า ชามใหญ่มาก กินไม่หมด-*- แล้วก็ปาท่องโก๋ตัวยาวๆหั่นครึ่งแบ่งกัน สามีเป็นคนสั่ง แม้จะพูดจีนกันไม่ได้ แต่ก็ใช้วิธีชี้ๆเอา อิอิ

เช้าวันถัดมา คณะทัวร์ ไปสถานที่ท่องเที่ยวที่มาฮ่องกงแล้วจะต้องไป คือ ไปขึ้นกระเช้านองปิง (The peak หัวหน้าทัวร์ไปมาแล้ว) เพื่อไปสักการะพระองค์โต วันทีไ่ปคือเสาร์ทำให้คนเยอะมาก ต่อคิวยาวเหยียดประมาณ 45 นาทีกว่าจะได้ขึ้นกระเช้า เดี๋ยวนี้เขามีกระเช้าแบบ crystal แบบพื้นใสปิ๊งทำให้มองวิวด้านล่างได้ แต่เผอิญกลัวความสูง+ต้องจ่ายเพิ่ม- -*เลยนั่งกระเช้าธรรมดาก็ได้

วิวบนกระเช้าจะมองเห็นสนามบินด้วย แล้วก็เห็นตึกสูงเรียงรายเป็นกระจุกๆเลย สมแล้วที่ถูกเรียกว่าป่าคอนกรีต

พอไหว้พระเสร็จนั่งกระเช้าลงมา จะมี  CityGate outlet ให้ไปเลือกซื้อของ ตอนไปมีแต่เสื้อหนาวลดราคา ฮึ ประเทศไทยหนาวมาก ก็เลยไม่ได้เสื้อกลับมาสักตัว แต่ได้ของกิน ขนมกลับมาแทน ฮี่ๆๆๆ

วันที่3 ไปมาเก๊าซะหน่อย อยากไปเยียมเวเนเชี่ยน ได้ข่าวว่าหรูหรา อลังการ งานนี้พลาดไม่ได้ ต้องขอไปหยอดเหรียญตู้สลอต เล่นซะหน่อย ขาไปนั่งเรือของ TurboJetไปเรือไม่ใหญ่มาก ตอนจอดรอคนขึ้น โคลงเคลงดีจริงๆ แต่พอแล่นแล้ว ฉิวไปเลย ระหว่างนั่งไปมี ทีวีให้ดูสารคดีแพนด้าด้วย น่ารักดี จากนั้น เนื่องจากลืมเอาแผนที่มา เลยตัดสินใจซื้อตั๋วรถเมล์ขึ้นรถเมล์วนมาเก๊าเล่น 1 รอบ ตึกอาคารเขายังคงอนุรักษ์ความเป็นตะวันตก+ตะวันออกได้เป็นอย่างดี รู้สึกต่างจากฮ่องกง มากทีเดียวเลยนะนี่ พอลงรถเมล์ก็คลำทางมาไปเดินที่ ซากโบสถ์เซนต์ปอล เป็นแหล่งชุมชนคน+ของกิน จริงๆจ้า ซากโบสถ์ก็ดูอลังการดี ถ้าไม่ถูกไฟไหม้ซะก่อน คงจะน่าดูกว่านี้เยอะ

จากนั้น ได้เวลาไปเวเนเชี่ยนแล้ววววววว จากโบสถ์เดินทางโดย Taxiจ้า ราคาไม่แพง ใช้เงินฮ่องกงได้ แต่ได้ทอนมาเป็นเหรียญมาเก๊าที่ไปใช้ที่ฮ่องกงไม่ได้ -*- ไปถึงก็ไม่แพงประมาณ ร้อยกว่าเหรียญได้ หาร3 คนละไม่เท่าไร รถไม่ติดด้วย อิอิ

เริ่มต้นจากทางเดินเข้าเลย อลังการสมคำร่ำลือ แสบตาด้วยสีทองไปโหม๊ดดดดดด นักท่องเที่ยวก็เยอะเดินกันขวักไขว่ต้องคอยหลบดีๆไม่งั้นถูกชนกระเด็นแน่ ดูบรรยากาศตามรูปเลย

แล้วก็จำลองเวนิชแบบอิตาลีไว้ได้ไฮโซววววมากๆ คนพายเรือ(เรียกว่าอะไรน้า) ร้องแพลงเสียงกังวานมาก ฟังแล้วคนลุก คือเหมือนเขาจะติดลำโพงไว้ที่เอวด้วยแหละ เสียงเลยดัง คนเดินผ่านไปๆมาๆไดเ้ยินหมด แต่ไม่ได้ไปนั่งกะเขาหรอกนะ เดินไปหาตู้เสียเงินโยกเล่นไป 50 บาท(บาทๆๆๆ) ถูกสามีว่าเลยไม่เล่นต่อ 😛 แม้ว่าใจริงอยากจะโยกต่อ รูปไม่มีเพราะเขาไม่ให้ถ่ายจ้า

การด์เรื่องกล้องโหดมาก ที่เรื่องสูบบุหรี่เขียนป้ายห้ามหรา แต่ก็มีนักพนันสูบกัน ไม่เห็นมีการ์ดไปตบเลย ฮ่าๆๆๆๆ บรรยากาศโถงพนันเลยไม่น่าอยู่ เหม็นบุหรีไ่ปนิ้ด แต่ขอบอกว่าคนเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

จากนั้นก็เดินทางกลับฮ่องกงโดย Cotai Jet เป็นเฟอรี่อีกเจ้านึง เรือใหญ่กว่า แพงก่านิดนึง142$มาเก๊า แต่ช้าก่า ดีตรงที่มีFree shuttle busจากเวเนเชี่ยนไปส่งเราที่ท่าเรือเลย ^o^ สบายมาก พอถึงที่พักปุ้ปก็พอเย็นๆไปเดินเล่นแถวนาธาน กินลูกชิ้นต้มเหม็นเน่า(แต่อร่อย) ปลาหมึกปิ้ง น้ำสมุนไพรคล้ายๆจับเลี้ยง+เฉาก๊วย ก็เข้านอน พรุ่งนี้ได้เวลาเดินทางกลับ

วันสุดท้าย ออกจากโรงแรม แล้วเดินทางไปรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีฮ่องกง เขามี In town Check in ทำให้โยนกระเป๋าเข้าเครื่องบินก่อนได้เลย ค่อยโยนตัวตามไป เพราะเคนย่าแอรเวยเขาออกค่อนข้างจะดึก ทำให้มีเวลาทั้งวันไปเที่ยวต่อได้อีก คณะทัวร์เลยตัดสินใจไปชม ทะเลฮ่องกงซะหน่อย ไปหาดรีพัลส์เบย์ ไปนมัสการเจ้าแม่กวนอิมสักที รอบนี้ติดใจTaxi เลยตัดสินใจหารสามกัน จะได้ไม่ต้องเดินมาก

บริเวณนั้นมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้สักการะมากมาย เช่น เจ้าแม่ทับทิม เจ้ามังกร แต่ที่เห็นจะแถวยาวสุดคือ เทพแห่งโชคลาภที่ทุกคนต้องไปลูบหนวด ลูบถุงเงิน เสริมศิริมงคล ยังมีเทพที่ขอลูกได้ด้วยน้า ถูกคนลูบจนเป็นเงาวับเลยล่ะ

หลังจากไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอพรกันครบแล้วก็เดินทางกลับไปยังตัวเมือง โดยโบก Taxi ตามเคย สุดหมายสุดท้ายสำหรับทริปนี้คือ avenue of star เสียดายที่ไม่ได้มาตอนกลางคืน เพราะจุดนี้เองที่มีโชว์แสง สี ตระการตา แต่แค่ได้เดินเก็บบรรยากาศก็พอใจแล้ว

จากนั้นก็เดินทางไปสนามบิน เตรียมตัวกลับจ้า จบภาคแรก ฮ่องกง+มาเก๊า ไม่มีสาระเท่าไร ติดตามอ่านภาค 2 ญี่ปุ่น ต่อไปได้เลยค่า

Posted by: kuarchives | พฤศจิกายน 19, 2009

งานเกษตรแฟร์ปากช่อง’52

http://radio.sanook.com/music/player/สัญญาเมื่อสายัณห์/119043/ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ (ไร่สุวรรณ)  สนับสนุนการประชาสัมพันธ์โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท) สำนักงานนครราชสีมา

ขอเชิญทุกท่านร่วมงานเกษตรแฟร์ปากช่อง’52 ในระหว่างวันที่ 26 – 29  พฤศจิกายน  2552  ณ ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ  (ไร่ข้าวโพดสุวรรณ) อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

สำหรับกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นเริ่มต้นด้วย ขบวนแห่ช้าง 9 เชือก ขบวนม้าคาวบอย  ขบวนรถฮาเล่ย์  ขบวนรถบุปผาชาติ  การประกวดผลิตผลทางการเกษตร (ในวันที่ 25 พ.ย. 52  ณ บริเวณตัวเมืองปากช่อง)  พิธีเปิดงานที่ยิ่งใหญ่  การตักบาตรพระสงฆ์ 109 รูป  โต๊ะอาหารเลี้ยงช้าง นิทรรศการทางการเกษตร  รถรางนำชมผลิตผลทางการเกษตร “กว่าจะเป็นน้ำข้าวโพด”   การแสดงและจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร  การบรรยายพิเศษกับความรู้เรื่องการเกษตร  การแสดงของวงดนตรี “กล้วยน้ำว้า”  และสุดยอดการแสดง แสง สี เสียง ของช้างในชุด  “ช้างไทยบนเส้นทางต่างวิถี” (วันที่ 27 พ.ย. 52) และกิจกรรมการจัดงาน  อีกมายมายตลอดการจัดงาน

ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ  ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 30320 โทรศัพท์ 0-4436-1770-6 โทรสาร 0-4436-1108  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท) สำนักงานนครราชสีมา 2102 – 2104  ถ.มิตรภาพ อ.เมือง จ.นครราชสีมา โทรศัพท์ 0-4421-3030   0-4421-3666  โทรสาร 0-4421-3667  www.tat.or.th/nakhonratchasima E – Mail : tatsima@tat.or.th

ทรงปลูกต้นนนทรี เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน  พ.ศ. 2506

ในวันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2552 นี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะจัดงาน “วันที่ระลึกวันนนทรีทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด” ณ บริเวณด้านหน้าหอประชุมใหญ่ มก. และภายในหอประชุมด้วย โดยงานนี้จะเริ่มตั้งแต่เวลาประมาณ 12.30 น.

 

ภายในงานจะจัดให้มีกิจกรรมการแสดงของนิสิตภายในหอประชุม ส่วนด้านหน้าหอประชุมเป็นการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับความสำคัญของต้นนนทรีและความเป็นมาของวันนนทรีทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด*** และการแสดงของวงดนตรีสากล เค.ยู แบนด์ จึงขอเชิญนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน คณาจารย์ บุคลากรมหาวิทยาลัย และประชาชนทั่วไป มาร่วมกันรำลึกและเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเวลาประมาณ 18.00 น. จะมีพิธีจุดเทียนชัยถวายพระพรและร้องเพลงสดุดีมหาราชา เพลงสดุดีพระเกียรติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี บริเวณด้านหน้าหอประชุมรอบสระน้ำ แล้วพบกันในงานนี้นะคะ

*** สำหรับ นิทรรศการเกี่ยวกับความสำคัญของต้นนนทรีและความเป็นมาของวันนนทรีทรงปลูก ดนตรีทรงโปรด จะเริ่มจัดแสดงที่ศาลาหกเหลี่ยม (ท่ารถตะลัย หน้ากรมประมง) ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย. 52  แล้วจะย้ายไปจัดแสดงที่หน้าหอประชุม มก. วันที่ 27 พ.ย. 2552  จากนั้นจะย้ายกลับมาจัดแสดงต่อที่ศาลาหกเหลี่ยมจนถึงวันที่  4 ธันวาคม  2552 ค่ะ

DSC_0798-renew

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกับพระนางเจ้าสุวัทนา  พระวรราชเทวี  ประสูติเมื่อวันอังคารที่  ๒๔  พฤศจิกายน  พ.ศ. ๒๔๖๘   ทรงแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  โดยเฉพาะในด้านสังคมสงเคราะห์ โดยเสด็จออกเยี่ยมราษฎรในจังหวัดต่างๆ ทั้งใกล้และไกล พร้อมกับพระราชทานพระอนุเคราะห์แก่ผู้ยากไร้เสมอ  ทรงรับสถาบันและองค์กรต่างๆ ไว้ในพระอุปถัมภ์เป็นจำนวนมาก ทั้งในส่วนที่สืบต่อจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ  และของส่วนพระองค์เอง  ทั้งในด้านการศึกษา  การสาธารณสุข  กิจการลูกเสือ-เนตรนารี และกิจการอาสาสมัครรักษาดินแดน  ตลอดจนการสังคมสงเคราะห์อื่นๆ

DSC_0796-renew

เนื่องในวโรกาสทรงเจริญ พระชนมายุครบ  ๗ รอบ  หรือ ๘๔ พรรษา หอจดหมายเหตุ มก. ร่วมกับสำนักหอสมุด  จึงได้จัดนิทรรศการเพื่อเป็นการร่วมงานฉลองพระชนมายุ  ๘๔ พรรษา  สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ขึ้น ณ บริเวณโถงทางเข้าสำนักหอสมุด  อาคารเทพรัตน์วิทยาโชติ  ระหว่างวันที่  ๒  พฤศจิกายน – ๔ ธันวาคม ๒๕๕๒จึงขอเชิญทุกท่านเข้าชมนิทรรศการดังกล่าว  และร่วมเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่าน  ในฐานะที่ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจสำคัญหลากหลายประการเพื่อประชาชนชาวไทย

DSC_0800-renew

DSC_0801-renew

ในระหว่างเดือนสิงหาคม – ตุลาคม 2552 หอจดหมายเหตุได้ให้การต้อนรับผู้มาเยี่ยมชมและศึกษาการดำเนินงานของหอจดหมายเหตุ – หอประวัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากหลายหน่วยงาน

สำนักบรรณสารการพัฒนา  สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ นำโดยผู้อำนวยการสำนัก รศ.ระวีวรรณ  เอื้อพันธ์วิริยะกุล และบุคลากรของสำนัก  รวม 9 คน  เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2552

คณะจากนิด้า1คณะจากนิด้า2

หลังจากนั้น  ผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานวิจัยและบรรณสารสนเทศ  สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง นำโดย คุณวันทนีย์  วนาพรรณ์ พร้อมด้วยบุคลากรรวม 4 คน ได้มาศึกษาการดำเนินงานของหอจดหมายเหตุ และเยี่ยมชมหอประวัติของมหาวิทยาลัย  เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2552

คณะจากกระทรวงการคลัง1

กระทรวงการคลัง2

บุคลากรหอจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีโอกาสถ่ายทอดประสบการณ์การทำงาน และได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับท่านเหล่านั้นอย่างเป็นกันเอง

นอกจากนี้ เรายังมีโอกาสต้อนรับผู้มาเยี่ยมชมหอประวัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อได้เข้าใจถึงประวัติ พัฒนาการของมหาวิทยาลัยตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน  โดยในเดือนกันยายน

Kyoto U 1

กองวิเทศสัมพันธ์ ได้นำคณะนิสิตและอาจารย์ จาก       มหาวิทยาลัย Kyoto University ประเทศญี่ปุ่น รวม 16 คน  เข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงานหอประวัติ  ตามโครงการแลกเปลี่ยนนิสิตและอาจารย์ ระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับ Kyoto University  ในวันที่ 7 กันยายน 2552

วันที่ 8 ตุลาคม 2552  พวกเราร่วมต้อนรับ ศาสตราจารย์ Matti  Uusitupa  อธิการบดีจาก University of Kuopio  ประเทศฟินแลนด์ ที่มาเยี่ยมชมหอประวัติ เพื่อเป็นการรู้จักกับประวัติ พัฒนาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น  เนื่องจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ มหาวิทยาลัย Kuopio ฟินแลนด์  ได้มีการลงนามความร่วมมือทางวิชาการ เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2551

rector Finland1rector finland 2

ท่านใดสนใจเยี่ยมชมหอจดหมายเหตุ และหอประวัติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  เชิญแวะเยี่ยมชมได้ทุกวันในเวลาราชการนะคะ  ยินดีต้อนรับค่ะ

ติดต่อหอจดหมายเหตุ โทร 0-2942-8616 ต่อ 426 – 430

ติดต่อหอประวัติ โทร 0-2942-7272

e-mail : archives@ku.ac.th

สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก

สมเด็จพระราชาธิบดี  จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก

สวัสดีค่ะ  ท่านผู้อ่านทุกท่าน

ก่อนอื่นหอจดหมายเหตุขอแสดงความยินดีกัับบัณฑิต มหาบัณฑิต ดุษฎีบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทุกท่านที่จะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ระหว่างวันที่ 28 – 31 กรกฎาคม  2552  ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ในโอกาสนี้ หอจดหมายเหตุได้จัดแสดงนิทรรศการในหัวข้อ “พิธีพระราชทานปริญญาบัตร พ.ศ. 2552” ขึ้น ระหว่างวันที่ 16 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2552  ณ  ชั้น 4 หน้าสำนักงานหอจดหมายเหตุ อาคารเทพรัตน์วิทยาโชติ สำนักหอสมุด  โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นับตั้งแต่มีพิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกใน พ.ศ. 2493 จนถึงสมัยปัจจุบัน  ซึ่งพิธีพระราชทานปริญญาบัตรในปี พ.ศ. 2552 นี้  สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีมติทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  (เกษตรศาสตร์) แด่ สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน  และให้ปริญญากิตติมศักดิ์  8 ท่าน ได้แก่

1. H.E. Mr.Laurent  BILI เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศส ประจำประเทศไทย  ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ)

2. Professor Dr. Yau-Shiang Yang ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (พืชสวน)

3. นายอเนก  กิจเจา ปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (วิทยาศาสตร์ชีวภาพ)

4. นายฉลอง  เกิดพิทักษ์ ปริญญาวิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (วิศวกรรมทรัพยากรน้ำ)

5. นายชวน  หลีกภัย ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

6. Professor Dr. Susumu  KUMAKAI ปริญญาสัตวแพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

7. นายเอนก  ลิ่มศรีวิไล ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (พืชไร่)

8. นางฉลวย  กะเหว่านาค ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม)

รายละเอียดเกี่ยวกับพระประวัติและประวัติของผู้ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์แต่ละพระองค์/ท่าน  ทุกท่านสามารถอ่านรายละเอียดได้จากนิทรรศการนี้ค่ะ

ในส่วนของหอประวัติ มก. ก็ได้จัดแสดงนิทรรศการ เรื่อง “พิธีพระราชทานปริญญาบัตร พ.ศ. 2552” เช่นเดียวกัน  และเปิดให้บัณฑิตทุกท่านสามารถเข้าไปถ่ายภาพได้ภายในหอประวัติ มก. ตลอดช่วงพิธีพระราชทานปริญญาบัตร วันที่ 28-31 กรกฎาคม  2552 นี้

หอจดหมายเหตุ มก. จึงขอเชิญชวนทุกท่านแวะชมนิทรรศการ “พิธีพระราชทานปริญญาบัตร พ.ศ. 2552” ณ  หอจดหมายเหตุและหอประวัติ มก. ระหว่างวันที่ 16 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2552 นี้คะ

นิทรรศการ “พิธีพระราชทานปริญญาบัตร พ.ศ. 2552”  ณ หอจดหมายเหตุ มก.

DSC05250-1DSC05251-1DSC05253-1

หอจดหมายเหตุได้จัดงานแนะนำและสัมมนา ฐานข้อมูลบูรพาจารย์มหาวิทยาัลัยเกษตรศาสตร์ขึ้น เมื่อวันที่ 27 – 28 พฤษภาคม 2552

งานครั้งนี้เป็นงานแนะนำ ฐานข้อมูลที่รวบรวมเกี่ยวกับประวัติของบูรพาจารย์ของมหาวิทยาลัยทั้งของอธิการบดี นายกสภามหาวิทยาลัย ตั้งแต่คนแรกจนถึงคนปัจจุบัน รวมถึงประวัติของผู้ทำคุณประโยชน์ใ้ห้กัับมหาวิทยาลัยและได้จัดทำเป็นฐานข้อมูลบูรพาจารย์ขึ้นเพื่อเผยแพร่ให้บุคคลภายนอกได้รู้จักบูรพาจารย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มากยิ่งขึ้น

หอจดหมายเหตุ ขอขอบคุณบูรพาจารย์และผู้มีเกียรติทุกท่านที่ได้ให้เกียรติมาในงานแนะนำฐานข้อมูลบูรพาจารย์มา ณ โอกาสนี้

picdata8picdata11

ท่านสามารถเข้าเยี่ยมชม ฐานข้อมูลบูรพาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ที่

http://archives.psd.ku.ac.th/kuout/p001.html

และสามารถติชมและแสดงความคิดเห็นได้ที่  Blog แห่งนี้ และที่

E-mail : archives@ku.ac.th

« Newer Posts - Older Posts »

หมวดหมู่